5 สัญญาณเศรษฐกิจจีน 2569 พญามังกรจะกลับมาผงาด หรือแค่ประคองตัวให้รอด?

จับ 5 สัญญาณชีพพญามังกร เมื่อส่งออกเริ่มแผ่ว อสังหาริมทรัพย์ ยังโคม่า แนวทางกระตุ้นกำลังซื้อเริ่มเปลี่ยนทิศ ‘สี จิ้นผิง’ มองข้ามจุดอ่อน แต่ย้ำความสำเร็จใน AI เศรษฐกิจจีน 2569 จะกลับมาผงาด หรือแค่ประคองตัวให้รอด?
จีนก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยข่าวดีอย่างการบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ แต่ในภาพรวมจีนยังคงตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะประเทศในยุโรป และลาตินอเมริกาเริ่มขู่ว่าจะตั้งกำแพงภาษีใส่จีนเช่นกัน เนื่องจากกังวลว่าสินค้าจีนที่ราคาถูก และมีปริมาณมหาศาลจะเข้าไปทำลายอุตสาหกรรมในท้องถิ่นของพวกเขา
ขณะเดียวกัน ปัญหาภายในประเทศเองก็ยังไม่คลี่คลาย ทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัว และตัวเลขการลงทุนในภาคส่วนสำคัญที่ส่อแววลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ทศวรรษ และนี่คือ 5 ประเด็นสำคัญที่ควรจับตาดูในเศรษฐกิจจีนในปีนี้
เสี่ยงปรับเป้า GDP ปี 69
ในปี 2568 ที่ผ่านมา จีนทำผลงานได้ตามเป้าหมาย GDP ที่ตั้งไว้ 5% โดยในช่วง 9 เดือนแรกเศรษฐกิจขยายตัวได้ถึง 5.2% ซึ่งถือว่าเป็นการรักษามาตรฐานเดิมที่จีนพยายามตั้งเป้าไว้ที่ "ประมาณ 5%" ติดต่อกันมาตลอด 3 ปีล่าสุด
สำหรับเป้าหมายของปี 2569 นั้น เราจะเห็นความชัดเจนของเป้าหมายเศรษฐกิจจากการประกาศในประชุมสมัชชาประชาชนแห่งชาติช่วงเดือนมี.ค.นี้
แม้นักเศรษฐศาสตร์หลายคนจะมองว่ารัฐบาลน่าจะตั้งเป้าไว้ที่ 5% เหมือนเดิม แต่ผู้เชี่ยวชาญจาก Pictet Wealth Management วิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้ที่จีนจะปรับเป้าลงมาอยู่ในช่วง 4.5% - 5% เพื่อให้ยังสอดคล้องกับแผนระยะยาวที่ตั้งเป้าจะเพิ่มรายได้ประชากรให้เป็น 2 เท่าภายในปี 2578
ในมุมมองของนักวิเคราะห์จากผลสำรวจของนิกเคอิเอเชียคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจริงของจีนในปีนี้จะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 4.5% ซึ่งสะท้อนถึงการคาดการณ์ที่ระมัดระวังมากขึ้นท่ามกลางปัจจัยลบต่างๆ
นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของ "แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15" ซึ่งเป็นแผนแม่บทสำคัญ 5 ปีของประเทศ โดยรัฐบาลเน้นย้ำว่าการเติบโตต้องอยู่ใน "ระดับที่เหมาะสม" และต้องเน้นไปที่การกระตุ้นให้ภาคครัวเรือนออกมาจับจ่ายใช้สอยให้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่โจทย์ที่หินที่สุดคือ รัฐบาลจะหยุดวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ที่ยอดขายดิ่งลงเหวได้หรือไม่
นักวิเคราะห์มองว่ายอดขายน่าจะยังลดลงต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันมีบ้านค้างสต๊อกล้นตลาด และต้องใช้เวลาขายระบายของนานถึง 27.4 เดือน เพราะขนาดบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง China Vanke ยังต้องขอเจรจายืดหนี้พันธบัตรออกไป
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังติดลบ อยู่ที่ 89 จากเกณฑ์ปกติ 100 แสดงให้เห็นว่าคนจีนส่วนใหญ่ยังมองเศรษฐกิจในแง่ร้าย
สรุปสั้นๆ คือ แม้จะมีแผนใหม่ และเป้าหมายเศรษฐกิจที่ดูดี แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจจีนในปี 2569 ยังคงต้องวิ่งฝ่าอุปสรรคใหญ่หลายด้าน
ภูมิรัฐศาสตร์กดดัน ‘ส่งออก‘ จีนเปลี่ยนทิศ
แม้จะมีเสียงกังวลเรื่องสงครามภาษีจากฝั่งประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” แต่ภาคการส่งออกของจีนก็ยังพิสูจน์ให้เห็นว่ายังแข็งแกร่ง โดยในช่วงปลายปีที่แล้ว ยอดส่งออกเติบโตขึ้น 5.4% และด้วยยอดการนำเข้าที่ลดลง จึงทำให้จีนทำสถิติ "เกินดุลการค้า" สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์
กลยุทธ์สำคัญของจีนคือ การ "เปลี่ยนตลาด" เมื่อยอดขายในสหรัฐลดลง จีนก็หันไปบุกตลาดในยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาแทน
ปัจจุบันจีนกลายเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ในกลุ่มอุปกรณ์อุตสาหกรรมและชิ้นส่วนต่างๆ โดยใช้ "อาวุธด้านราคา" ที่รุนแรง ซึ่งข้อมูลระบุว่าราคาสินค้าส่งออกของจีนถูกลงกว่า 20% นับตั้งแต่ปี 2565 ทำให้คู่แข่งสู้ได้ยากมาก
การที่ทรัมป์มีกำหนดการจะมาเยือนจีนในเดือนเม.ย. ที่จะถึงนี้ อาจช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐได้บ้าง แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือ แรงต้านจากประเทศอื่นๆ ที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจีนต้องหาทางรับมือให้ได้หากต้องการรักษาการเติบโตนี้ไว
ยกตัวอย่างเช่น เม็กซิโกที่เริ่มเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากจีนสูงถึง 50% หรือท่าทีจากฝรั่งเศสที่ส่งสัญญาณเตือนว่า จีนต้องเร่งแก้ปัญหาการผลิตที่ล้นเกิน และเน้นขายแต่ของถูกไปทั่วโลก ไม่อย่างนั้นยุโรปก็อาจไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง
Goldman Sachs มองโลกในแง่ดีว่าการส่งออกจะยังโตได้ 5-6% ต่อปี แต่ในทางกลับกัน JP Morgan เตือนว่าการส่งออกอาจเริ่ม "แผ่วลง" เมื่อเข้าสู่ปี 2569 เพราะแรงกดดันจากความขัดแย้งทางการค้าที่สะสมมานาน
จีนยังมุ่งเป้า ‘กระตุ้นการใช้จ่าย’ อยู่หรือไม่ ?
แม้ว่าจีนจะประกาศให้การกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ แต่หลายฝ่ายมองว่าเราอาจจะไม่ได้เห็นมาตรการช่วยเหลือแบบชุดใหญ่ไฟกระพริบอย่างที่หลายคนคาดหวังไว้
สัญญาณนี้ดูได้จากถ้อยคำของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ยังคงใช้คำเดิมๆ คือเน้นการใช้นโยบายการเงินแบบ "ผ่อนคลายปานกลาง" และการคลังแบบ "เชิงรุก" โดยเน้นย้ำเรื่องการรักษาความสมดุลของงบประมาณ มากกว่าการประกาศทุ่มงบจนขาดดุลมหาศาลเหมือนที่เคยทำในอดีต
ผู้เชี่ยวชาญจาก Macquarie มองว่า รัฐบาลจีนในปัจจุบันค่อนข้างพอใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ และไม่ได้รู้สึกว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแรงๆ เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบในตอนนี้
ในด้านงบประมาณ กระทรวงการคลังได้เตรียมเงินไว้ประมาณ 6.25 หมื่นล้านหยวนเพื่อสนับสนุนโครงการ "เก่าแลกใหม่" (Trade-in) สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค
อย่างไรก็ตาม งบประมาณส่วนนี้กลับลดลงเมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลอาจต้องหาทางกระตุ้นการใช้จ่ายในภาค "บริการ" แทน เพราะคนส่วนใหญ่เพิ่งจะแห่ซื้อสมาร์ตโฟน และรถยนต์ใหม่ตามโครงการไปก่อนหน้านี้แล้ว
หนึ่งในนโยบายที่น่าสนใจ และหาดูได้ยากในจีน คือ การเริ่มแจกเงินสดโดยตรงให้กับครอบครัวที่มีบุตร ซึ่งสูงสุดประมาณ 17,000 บาทต่อปี เพื่อช่วยค่าครองชีพ นอกจากนี้นักเศรษฐศาสตร์ยังคาดว่าธนาคารกลางจีนจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก เพื่อจูงใจให้เกิดการกู้ยืมและลงทุน
เป็นไปได้ว่าในปีนี้ เราจะยังไม่เห็นการหว่านเงินครั้งใหญ่ แต่จะเป็นการใช้มาตรการ "แบบเจาะจงเป้าหมาย" เฉพาะกลุ่มที่รัฐต้องการกระตุ้นจริงๆ เท่านั้นครับ
เดินหน้าแผนแก้ปัญหา ‘กำลังผลิตล้น‘ ตลาด
ในปีที่ผ่านมา จีนได้เริ่มแคมเปญเพื่อสู้กับ "ภาวะเงินฝืด" โดยหวังจะหยุดสงครามตัดราคาที่รุนแรงเกินไป ซึ่งแม้ว่าราคาสินค้าที่ผู้บริโภคซื้อจะเริ่มกระเตื้องขึ้นบ้างในเดือนพ.ย. แต่ฝั่ง "ราคาหน้าโรงงาน" (PPI) กลับย่ำแย่ เพราะตัวเลขยังคงติดลบต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปีแล้ว ซึ่งสะท้อนว่าผู้ผลิตยังคงต้องยอมขายของในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ จีนไม่มีแผนที่จะลดแรงส่งในการผลิตลงเลย ล่าสุดรัฐบาลเพิ่งประกาศตั้งกองทุนยักษ์ใหญ่ 3 กองทุน โดยมีงบประมาณกองทุนละ 5 หมื่นล้านหยวนเพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์, AI, เทคโนโลยีชีวภาพ และพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นการยืนยันว่าจีนจะยังคงเดินหน้าผลิตสินค้าไฮเทคออกมาเป็นจำนวนมากต่อไป
รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาแบบ "เจาะจงเฉพาะจุด" ที่มีสินค้าล้นตลาดรุนแรงเพื่อไม่ให้กระทบภาพรวมเศรษฐกิจ
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ การตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อ "กวาดซื้อแผงโซลาร์เซลล์" ที่ค้างสต็อกอยู่มหาศาล เพื่อช่วยพยุงราคาในตลาดไม่ให้ดิ่งลงไปมากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์จาก Societe Generale มองว่าความสำเร็จนี้อาจเกิดได้แค่กับอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น ผู้ผลิตวัตถุดิบ แต่สำหรับกลุ่มปลายน้ำที่เน้นผลิตสินค้าสำเร็จรูปนั้นจะควบคุมได้ยากมาก เพราะมีบริษัทเอกชนรายย่อยจำนวนมหาศาลที่ยากจะควบคุมการผลิต
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ยากที่มาตรการนี้จะแก้ปัญหาของล้นตลาดได้สำเร็จ เพราะจีนยังคงเน้นปั๊มการผลิตในเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง
'สีจิ้น ผิง' มองข้ามเครื่องจักรการลงทุนสนิมเกาะ
ปัจจุบันการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนมีแนวโน้มลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1989 โดยในช่วงปี 2025 ที่ผ่านมาหดตัวลง 2.6% ซึ่งตัวการหลักคือ "ภาคอสังหาริมทรัพย์" ที่ดิ่งลงถึง 16% แม้แต่การลงทุนในโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เคยรุ่งเรืองก็เริ่มแผ่วลง
นอกจากนี้ ยอดการขอสินเชื่อยังโตต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าภาคธุรกิจไม่มีความต้องการกู้เงินไปลงทุนต่อ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่าตัวเลขที่ลดลงฮวบอาจเกิดจากการปรับวิธีการคำนวณข้อมูลใหม่
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนเองก็ยอมรับว่าสถานการณ์นี้น่ากังวล และให้คำมั่นว่าจะต้องหยุดสถานการณ์นี้ให้ได้ โดยจะหันไปเน้นสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการบริโภค" แทน เช่น ที่จอดรถ สถานีชาร์จรถไฟฟ้า รวมถึงการลงทุนในระบบดูแลผู้สูงอายุและเด็ก เพื่อดึงดูดเม็ดเงินใหม่ๆ เข้าสู่ระบบ
นอกจากนี้ จีนยังมีแผนอัดฉีดเงินผ่าน "เครื่องมือทางการเงินตามนโยบาย" อีก 5 แสนล้านหยวน จากธนาคารเพื่อการพัฒนาต่างๆ เพื่อกระตุ้นภาคการก่อสร้าง ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าอาจจะมีการระดมทุนรอบใหม่เพิ่มเติมในปีนี้อีก เพื่อประคองไม่ให้ตัวเลขการลงทุนติดลบไปมากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม ในสุนทรพจน์วันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” กลับเลี่ยงที่จะพูดถึงวิกฤติอสังหาริมทรัพย์หรือความเชื่อมั่นที่หายไปของประชาชน แต่เลือกที่จะเน้นย้ำถึงความสำเร็จด้านเทคโนโลยีอย่าง AI และการผลิตชิปแทน ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลพยายามเบี่ยงความสนใจไปที่เศรษฐกิจยุคใหม่
แม้จีนจะพยายามอัดฉีดเงินในด้านอื่น แต่ตราบใดที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัว การจะหยุดไม่ให้ตัวเลขการลงทุนโดยรวมลดลงก็ยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย
อ้างอิง Nikkei Asia
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์







