ภาษีทรัมป์ไม่ทำเงินเฟ้อพุ่งแรง หากแต่ ‘บั่นทอนเศรษฐกิจ’ แทน

ภาษีทรัมป์ไม่ทำเงินเฟ้อพุ่งแรง หากแต่ ‘บั่นทอนเศรษฐกิจ’ แทน

แม้ภาษีทรัมป์จะถูกยกระดับสูงสุดในรอบเกือบ 100 ปี แต่ภาพเชิงประจักษ์กลับสะท้อนสิ่งที่ซับซ้อนกว่านั้น งานวิจัยชี้ ภาษีไม่ได้ดันราคาขึ้นอย่างรุนแรง หากแต่ค่อย ๆ บั่นทอนอุปสงค์ กดดันการจ้างงาน และฉุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จนทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อถูกหักล้างไป

หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่า มาตรการภาษีทรัมป์ ที่อยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบเกือบหนึ่งศตวรรษ “ไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นรุนแรง” ตามที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเคยกังวลไว้ 

นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารกลางสหรัฐ สาขาซานฟรานซิสโก (Federal Reserve Bank of San Francisco) ได้วิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 1886 ถึง 2017 และพบว่า การขึ้นภาษีในอดีตโดยทั่วไปไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ตรงกันข้าม กลับทำให้อัตราการเพิ่มขึ้นของราคา “ชะลอลง” เสียด้วยซ้ำ 

ขณะที่งานวิจัยอีกฉบับหนึ่งจากนักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ระบุว่า เงินเฟ้อมีแนวโน้มขยับขึ้นหลังการปรับขึ้นภาษี แต่ “เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย” เท่านั้น นี่คือข่าวดี

ส่วนข่าวร้ายคือ งานวิจัยทั้งสองชิ้นสรุปตรงกันว่า ภาษีศุลกากรมักสร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจ และการกระทบต่ออุปสงค์ของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลกระทบต่อเงินเฟ้อมีจำกัด

เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการภาษีในวงกว้างเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากคาดการณ์ว่า จะเกิดเงินเฟ้อพุ่งแรง ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ แต่สิ่งเหล่านี้ “แทบไม่ได้เกิดขึ้นจริง” 

เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนและยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐ สร้างความไม่พอใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทว่าก็ไม่ได้พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง การจ้างงานลดลงและอัตราว่างงานขยับขึ้นเล็กน้อย แต่เศรษฐกิจโดยรวมยังเดินหน้าต่อไป 

ตามหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ภาษีที่สูงขึ้นควรผลักดันให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น และมักนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อแบบครั้งเดียว แต่ข้อมูลในอดีตสะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น

นักเศรษฐศาสตร์ของเฟดซานฟรานซิสโก ได้แก่ เรจีส์ บาร์นีชง และอายุช ซิงห์พบว่า การเพิ่มขึ้นของอัตราภาษี 1 จุดเปอร์เซ็นต์ มีความสัมพันธ์กับการลดลงของเงินเฟ้อราว 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์

พวกเขายังพบด้วยว่า การปรับขึ้นภาษีมักเกิดควบคู่กับ “การเพิ่มขึ้นของอัตราว่างงาน” ซึ่งอาจช่วยอธิบายปริศนาเรื่องเงินเฟ้อได้ แรงกระแทกจากภาษีสร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ กดดันทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภค เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ความต้องการสินค้าและบริการก็ลดลง ส่งผลกดดันต่อระดับราคา

ด้านนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ได้แก่ ทามาร์ เดน เบสเทน และดิเอโก คานซิกวิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่ปี 1840 ถึง 2024 และพบว่า การขึ้นภาษีโดยทั่วไปตามมาด้วยเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเล็กน้อย แต่ผลกระทบมีจำกัด เพราะต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้นถูกหักล้างด้วยอุปสงค์ที่ลดลง จากการที่ทั้งการนำเข้าและส่งออกหดตัว และกิจกรรมภาคการผลิตชะลอลง

แม้การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมจะยังถือว่าแข็งแรงนับตั้งแต่มาตรการภาษีเริ่มมีผลเมื่อปีที่แล้ว แต่สัญญาณความอ่อนแอก็เริ่มปรากฏให้เห็น การจ้างงาน “ชะลอตัวลงอย่างมาก” ตั้งแต่เดือนเมษายน ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึงสามครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 

ขณะเดียวกัน ดัชนีสำคัญที่ใช้ติดตามกิจกรรมในภาคการผลิตก็ “ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุด” ในรอบ 14 เดือนในเดือนธันวาคม

อ้างอิง: wsj