เศรษฐกิจ ‘ฝรั่งเศส’ โคม่า รัฐสวัสดิการพ่นพิษ ติดหล่ม ‘วังวนหนี้’

เศรษฐกิจ ‘ฝรั่งเศส’ ติดหล่ม ‘วังวนหนี้’ จ่อกู้เงิน 3 แสนล้านยูโรโปะหนี้เก่า เมื่อรัฐสวัสดิการพ่นพิษ เศรษฐกิจโตช้า การเมืองอัมพาต ท่ามกลางเกมชิงเก้าอี้ปธน.ปี 70 ที่ทำให้ไม่มีใครกล้าเสี่ยง
เศรษฐกิจของ “ฝรั่งเศส” ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของยุโรป กำลังเผชิญหน้ากับ “วิกฤติการคลัง” ครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งปรากฏชัดเจนผ่านตัวเลขหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงถึง 3.2 ล้านล้านยูโร คิดเป็น 112% ของ GDP และการขาดดุลงบประมาณที่ทะลุเกณฑ์มาตรฐานสหภาพยุโรปอย่างต่อเนื่อง ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ตัวเลข แต่อยู่ที่ “การเมือง” ที่กำลังชะงักงันและทำให้การแก้ไขเป็นไปไม่ได้
‘รัฐสวัสดิการ’ พ่นพิษ
ฝรั่งเศสมีชื่อเสียงใน "ระบบสวัสดิการ" ที่ครอบคลุม ทั้งเงินบำนาญ การรักษาพยาบาล และเงินชดเชยการว่างงาน ซึ่งชาวฝรั่งเศสมองว่าเป็น "เอกลักษณ์ของชาติ" และสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องรับประกัน แต่เมื่อประเทศก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ระบบนี้เริ่มไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน
วัฒนธรรมการให้ความสำคัญกับสวัสดิการภาครัฐ ทำให้ “การปฏิรูป” เป็นไปได้ยากมาก รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยที่พยายามตัดลดงบประมาณด้านสวัสดิการมักจะเผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่จนทำไม่สำเร็จ
‘หนี้พุ่ง-ขาดดุลเพิ่ม’ ยิ่งซ้ำเติมฝรั่งเศส
หนี้สาธารณะของฝรั่งเศสพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 97.4% ของ GDP ในปี 2562 มาเป็น 112% ในปี 2566 สูงกว่าเกณฑ์ที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้ที่ 60% เกือบเท่าตัว เมื่อเปรียบเทียบกับเยอรมนีที่มีหนี้เพียง 62% และค่าเฉลี่ยยูโรโซนที่ต่ำกว่า 90% โดยฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศที่มีหนี้สินมากเป็นอันดับ 3 ของสหภาพยุโรป รองเพียงกรีซและอิตาลีเท่านั้น
สถานการณ์ยิ่งทรุดหนักเมื่อการขาดดุลงบประมาณพุ่งจาก 2.1% ในปี 2562 มาเป็น 4.9% ในปี 2566 และคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 5.4% ในปี 2568 และ 5.3% ในปี 2569
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือฝรั่งเศสตกอยู่ในภาวะ "ขาดดุลขั้นต้น" (Primary Deficit) หมายความว่ารายได้ของรัฐบาลฝรั่งเศสตอนนี้ ไม่สามารถครอบคลุมรายจ่ายประจำวันได้ ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายด้วยซ้ำ
หนี้สินมหาศาลส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบาย "จ่ายไม่อั้น" หรือ Whatever it takes ของประธานาธิบดี “เอ็มมานูเอล มาครง” ในช่วงวิกฤติโควิด-19 และวิกฤติราคาพลังงาน
ตอนนั้น รัฐบาลออกมาตรการพยุงภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชนอย่างหนักหน่วง แม้จะช่วยรักษาเสถียรภาพเฉพาะหน้าได้ แต่ก็ทิ้ง "มรดกหนี้" ก้อนโตที่กลายเป็นภาระถาวรมาจนถึงปัจจุบัน
กู้หนี้ใหม่มาจ่ายหนี้เก่า
ตามร่างงบประมาณที่กระทรวงการคลังเสนอ ฝรั่งเศสจำเป็นต้องระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 3.10 แสนล้านยูโรในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าปี ที่ผ่านมาเล็กน้อย โดยเงินก้อนนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือเพื่อให้กลไกของรัฐยังคงดำเนินงานต่อไปได้ และเพื่อจ่ายคืนหนี้สินเดิมที่ครบกำหนด
ปีนี้รัฐบาลฝรั่งเศสมีภาระการชำระคืนเงินต้น เพิ่มขึ้นจาก 1.68 แสนล้านยูโรในปี 2568 เป็นเกือบ 1.76 แสนล้านยูโร ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ยังคงขาดดุลงบประมาณอยู่อีกประมาณ 1.24 แสนล้านยูโร
ดังนั้น นี่คือภาพของวังวนหนี้ที่รัฐบาลต้องกู้หนี้ใหม่มาจ่ายหนี้เก่า โดยที่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังไม่ได้รับการแก้ไข
ถูกหั่นเครดิต ดันต้นทุนกู้ยืมแพงขึ้น
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody's, S&P และ Fitch ต่างลดอันดับฝรั่งเศสลงหลายครั้งในปีที่ผ่านมา จาก 3 ปัจจัยเสี่ยงหลัก คือ หนี้สาธารณะที่สูงและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความตึงเครียดทางการเมืองที่ทำให้การปฏิรูปทำได้ยาก และการขาดดุลงบประมาณที่เกิดขึ้นซ้ำซาก
การถูกลดอันดับส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืม ภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายคาดว่าจะพุ่งจาก 52,000 ล้านยูโรในปี 2568 เป็นกว่า 59,000 ล้านยูโรในปีนี้ แปลว่าฝรั่งเศส "จ่ายไปเปล่าๆ" โดยไม่ได้สร้างประโยชน์ใดๆ ให้กับประชาชน
“จุดอ่อน” ที่สำคัญอีกประการคือหนี้ของรัฐบาลฝรั่งเศสกว่าครึ่งหนึ่ง ถูกถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติ หากนักลงทุนเหล่านี้ขาดความเชื่อมั่น พวกเขาจะเรียกร้องอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง หรืออาจเทขายพันธบัตร ซึ่งจะทำให้รัฐบาลกู้เงินได้ยากและแพงขึ้นไปอีก
ฟรองซัวส์ วิลเลอรัว เดอ กัลโฮ (François Villeroy de Galhau) ประธานธนาคารกลางฝรั่งเศส ออกมาเตือนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่าฝรั่งเศส "ตกอยู่ในอันตราย" หากไม่สามารถคุมตัวเลขการขาดดุลให้ต่ำกว่า 5% ของ GDP ได้ในปีนี้
“แม้ในตอนนี้ตลาดการเงินจะดูเหมือนยังนิ่งสงบ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นเหล่านี้สามารถพังทลายลงได้อย่างรวดเร็วและฉับพลัน”
กับดัก ‘เศรษฐกิจโตช้า’
แต่ทว่าปัญหาของฝรั่งเศสไม่ได้อยู่แค่ฝั่งรายจ่ายที่สูง เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับสวนทาง การบริโภคและการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำ ประชาชนและภาคธุรกิจต่างระมัดระวังการใช้จ่าย ส่วนหนึ่งเพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น
หลังจากที่สหภาพยุโรปเคยผ่อนปรนกฎระเบียบทางการคลังในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา ตอนนี้ EU กำลังนำกฎที่เข้มงวดกลับมาใช้ใหม่ ทำให้ฝรั่งเศสตกที่นั่งลำบากและต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลให้ต้องลดหนี้และลดการขาดดุลลงให้ได้ตามมาตรฐาน
ตามข้อตกลงความมั่นคงทางการเงิน SGP (Stability and Growth Pact) ประเทศสมาชิกไม่ควรมีหนี้เกิน 60% ของ GDP และขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ของ GDP แต่ฝรั่งเศสมีหนี้ 112% และขาดดุลมากกว่า 5% ซึ่งล้ำเกินเส้นแดงอย่างชัดเจน
การเมืองอัมพาต รัฐสภาติดหล่ม ต้องดึงงบเก่ามาใช้
วิกฤติหนี้สินครั้งนี้ไม่สามารถแยกออกจาก “วิกฤติการเมืองได้” ความผันผวนทางการเมืองของฝรั่งเศสสะท้อนชัดเจนผ่านการที่มาครงต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 5 คน ในเวลาไม่ถึง 2 ปี ล่าสุดคือการแต่งตั้งเซบาสเตียน เลอคอร์นู ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการชะงักงันในรัฐสภาได้
ในสถาการณ์ที่รัฐสภาฝรั่งเศสไม่สามารถตกลงหรือลงมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ได้ตามกำหนด รัฐบาลจึงจำเป็นต้องงัด "กฎหมายงบประมาณฉุกเฉินพิเศษ" เอากรอบงบประมาณของปีที่แล้วมาใช้ไปก่อน เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐยังมีเงินทุนหมุนเวียนและดำเนินงานต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก
แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การวางแผนงบประมาณหยุดชะงัก ก่อนหน้านี้ งบประมาณปี 2568 ก็เคยประสบปัญหาล่าช้า และเพิ่งได้รับการอนุมัติไปเมื่อเดือนก.พ.ปีที่แล้ว ซึ่งความล่าช้าในครั้งนั้นสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสูงถึง 12,000 ล้านยูโร
วิลเลอรัวเตือนว่าการนำเอากรอบงบประมาณเก่าของปี 2568 มาใช้ลากยาวไปถึงปีนี้ ก็จะส่งผลร้ายแรง ทำให้รัฐบาล "ขาดดุลปีงบประมาณสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก" และอาจซ้ำเติมให้สถานะทางการเงินของประเทศย่ำแย่ลงกว่าเดิม
เกมชิงเก้าอี้ปธน. ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้นคือปฏิทินการเมือง ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติการคลัง ทุกพรรคการเมืองกลับเริ่มขยับตัวเตรียมเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2570 จึงไม่มีใคร “กล้าเสี่ยง” ยอมรับนโยบายตัดลดสวัสดิการที่อาจทำให้เสียคะแนนเสียงในช่วงเวลานี้
ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีต่างใช้ "วิกฤตหนี้สิน" และ "ความล้มเหลวในการจัดทำงบประมาณ" เป็นจุดโจมตีรัฐบาลสายกลางของมาครง
พรรคขวาจัด (National Rally) นำโดยจอร์แดน บาร์เดลลา ซึ่งมีคะแนนนิยมนำในโพลขณะนี้ โจมตีว่ารัฐบาลใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและถูกแทรกแซงจาก EU พร้อมเสนอทางออกด้วยการคุมเข้มผู้อพยพแต่ยังคงสวัสดิการบำนาญไว้
ฝ่ายซ้าย (New Popular Front) เน้นโจมตีมาตรการรัดเข็มขัด และเสนอให้เก็บภาษีคนรวยเพิ่มเพื่อเอามาจ่ายสวัสดิการสังคม ส่วนฝ่ายขวาสายอนุรักษนิยมเสนอให้คุมเข้มรายจ่ายด้วยการปฏิรูปและจำกัดวงเงินบำนาญอย่างจริงจัง
นักวิเคราะห์มองว่าการปฏิรูปครั้งใหญ่จริงๆ คงไม่เกิดขึ้นตราบใดที่มาครงยังอยู่ในตำแหน่ง เพราะขณะนี้ทุกพรรคการเมืองมุ่งความสนใจไปที่การเลือกตั้งปธน. ปีหน้าแล้ว ภาวะชะงักงันทางการเมืองนี้ไม่ได้ส่งผลแค่ภายในประเทศ แต่กำลังทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ







