วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เศรษฐกิจเวียดนามจ่อ ‘แซงไทย’ เร็วสุด ‘ภายในปี 2026 นี้’

เศรษฐกิจเวียดนามจ่อ ‘แซงไทย’ เร็วสุด ‘ภายในปี 2026 นี้’

ขนาดเศรษฐกิจเวียดนามจ่อ ‘แซงหน้าไทย’ ภายในปีนี้ ขณะที่ไทยกลับเผชิญภาวะชะงักงันทั้งจากปัญหาภายใน ความตึงเครียดตามแนวชายแดน และแรงกดดันเชิงโครงสร้าง จนเสี่ยงเสียตำแหน่งทางเศรษฐกิจในอาเซียน

เว็บไซต์นิกเคอิ เอเชียรายงานว่า เวียดนามกำลังมีแนวโน้มจะ “แซงหน้าไทย” ในด้านขนาดเศรษฐกิจที่วัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) ได้เร็วที่สุด “ภายในปีนี้” โดยแรงหนุนหลักมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด

ภูมิทัศน์เศรษฐกิจของอาเซียนกำลังเปลี่ยนไป เมื่อความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ และความขัดแย้งตามแนวชายแดนกับกัมพูชา ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง

จีดีพีที่แท้จริง (Real GDP) ของเวียดนามในปี 2025 คาดว่าจะขยายตัว “ราว 8%” และรัฐบาลฮานอยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโต “มากกว่า 10%” ในปี 2026 และปีต่อๆ ไป แม้บางฝ่ายจะมองว่าเป้าหมายดังกล่าวทะเยอทะยานเกินไป แต่นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋ง ย้ำว่า “การเติบโตระดับสองหลักเป็นสิ่งที่ทำได้” ในงานเศรษฐกิจเมื่อเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา

หากการเติบโตเร่งตัวได้ตามแผน ตัวเลข Nominal GDP ของเวียดนามอาจแตะระดับกลาง 500,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 หรือ 2027 ซึ่งจะแซงหน้าไทย และอาจก้าวขึ้นเป็น “เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” รองจากอินโดนีเซีย

ขณะที่ GDP ต่อหัวจะสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับระดับของอินโดนีเซีย

แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ โดยแผนการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นราว 26% ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 1.6 จุดเปอร์เซ็นต์ ตามการประเมินของ คาน วัน ลัก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเพื่อการลงทุนและพัฒนาแห่งเวียดนาม (BIDV) ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐ

เห็นได้จากสนามบินแห่งใหม่ใกล้เมืองโฮจิมินห์มีกำหนดเปิดใช้งานในปี 2026 ขณะที่โครงการรถไฟทางตอนเหนือซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีน ก็เริ่มก่อสร้างแล้ว

อย่างไรก็ดี การปฏิรูปกฎหมาย และการลดขั้นตอนทางราชการ ยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งเสริมการลงทุนในระยะต่อไป โดยมีโครงการลงทุนมากกว่า 2,000 โครงการที่ยังติดขัดปัญหาบางประการ ตามที่คาน วัน ลัก ระบุ

ในขณะเดียวกัน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดว่า GDP ที่แท้จริงของไทยจะขยายตัว “เพียง 1.5%” ในปี 2026 ลดลง 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ จากปีก่อนหน้า

ไม่เพียงเท่านั้น ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงกำลังกดดันการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวได้ช้า และเมื่อภาษีนำเข้าของสหรัฐกดดันภาคการผลิต ไทยจึงมีความเสี่ยงที่จะถูกแซงหน้าไม่เพียงแค่โดยเวียดนามเท่านั้น แต่รวมถึงฟิลิปปินส์ด้วย

เมื่อปีที่แล้ว ซูซูกิ มอเตอร์ ถอนตัวจากการผลิตรถยนต์สี่ล้อในประเทศไทย ขณะที่ ฮอนด้า มอเตอร์ ก็ลดขนาดการผลิตลง

ก่อนหน้านั้น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีประชากรราว 700 ล้านคน เคยถูกมองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก แต่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาได้ทวีความรุนแรง และปะทุเป็นการสู้รบหนักในเดือนธันวาคม ส่งผลให้การค้าระหว่างสองประเทศชะลอลง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

คัง วู นักวิชาการรับเชิญจากมหาวิทยาลัยบอสตันคอลเลจ ระบุว่า เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเตือนว่าความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติลังเล และอาจดึงภูมิภาคนี้เข้าไปเกี่ยวข้องกับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีนในภาพใหญ่

 

 

อ้างอิง: nikkei

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์