ครั้งที่แล้ว ผมเขียนเกี่ยวกับแนวโน้มของเศรษฐกิจสหรัฐ ว่ามีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับสูง ทำให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงได้ยากกว่าที่คาดการณ์กัน หากผมจะประเมินผิดก็จะเป็นเพราะ 2 เหตุผลคือ
เศรษฐกิจสหรัฐถดถอยลงในปี 2026 อย่างผิดคาด เช่น อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นไปแตะ 5% หรือมากกว่า (จากปัจจุบัน 4.6%) ทำให้จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยลงโดยฉับพลัน และ/หรือ นักลงทุนผิดหวังเกี่ยวกับผลประกอบการและผลตอบแทนจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอย่างมาก ส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยและความมั่นใจในเศรษฐกิจสหรัฐ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เอไออาจให้ผลตอบแทนและมีศักยภาพที่ดีเกินคาด ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้สูงกว่า 1.6% มาก และเงินเฟ้อจะยังอยู่ที่ระดับสูงทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย และจะทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า การที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวสูงเกินคาด ยังจะทำให้การขาดดุลงบประมาณลดลง และสถานะทางการคลังของรัฐบาลสหรัฐดีขึ้นอย่างผิดคาดได้อีกด้วย
ในความเห็นของผมนั้น โอกาสที่ฉากทัศน์แรกจะเกิดขึ้นมีประมาณ 20% และโอกาสที่ฉากทัศน์สองข้างต้นจะเกิดขึ้นมีประมาณ 5% เท่านั้น
๐ จีน
ปัญหาหลักคือ เศรษฐกิจภายในประเทศของจีนขยายตัวต่ำ เพราะยังไม่ได้มีการแก้ปัญหาการหดตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และปัญหาภาวะเงินฝืด (เงินเฟ้อติดลบ) อย่างเบ็ดเสร็จ จึงจะยังเป็นปัญหายืดเยื้อต่อมาในปี 2026 ดังนั้น จึงมีการคาดการณ์ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2026 จะลดลงเหลือ 4.2% จากที่ได้ขยายตัว 4.8% ในปี 2025
แม้ว่ารัฐบาลจีนจะมีมาตรการมากมายหลายมาตรการใน 2-3 ปีที่ผ่านมาเพื่อแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะพลิกฟื้นภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ ในขณะเดียวกัน นโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในก็ดูเหมือนว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อีกส่วนหนึ่งเพราะว่า ประเทศจีนเข้าสู่ภาวะประชากรสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบอย่างรวดเร็ว
อีกสาเหตุหนึ่งคือ รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอันดับแรกกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมก้าวหน้า (advanced industries) อันจะทำให้ประเทศจีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีชั้นนำ และเป็นประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและด้านการทหาร
เห็นได้จากที่ปัจจุบัน จีดีพีของจีนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 17% ของจีดีพีโลก (19.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) แต่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของจีนมีสัดส่วนประมาณ 30% ของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของโลก จีนต้องการให้การขยายตัวของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเป็นหัวจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาทดแทนความตกต่ำของภาคอสังหาริมทรัพย์
ภาคอุตสาหกรรมของจีนขยายตัวประมาณ 6% ต่อปี หรือมากกว่า ซึ่งสูงกว่าการขยายตัวของกำลังซื้อในประเทศ (และการขยายตัวของจีดีพีของโลก)
ดังนั้น จีนจึงมีกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมส่วนเกินจำนวนมาก และต้องส่งออกไปกินส่วนแบ่งตลาดของประเทศอื่น ผลคือ จีนเกินดุลการค้าสูงถึง 1.0 ล้านล้านเหรียญในปี 2025 กล่าวคือ ผลผลิตส่วนเกินของภาคอุตสาหกรรมของจีน จึงจะเป็นภาระต่อเศรษฐกิจโลกที่จะต้องรองรับสินค้าดังกล่าว
๐ ญี่ปุ่น
สำหรับประเทศญี่ปุ่นนั้นมีจีดีพีเล็กกว่าจีนมาก คือ มูลค่า 4.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3.7% ของจีดีพีโลก) แต่ก็มีความสำคัญในเอเชีย และเป็นประเทศคู่ค้าหลัก และเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจของไทย ในปี 2026 นั้นสภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นแตกต่างจากจีน คือ มีอัตราเงินเฟ้อสูงประมาณ 3% ในปี 2025 (สูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารกลางญี่ปุ่นคือ 2% ต่อปี)
และดอกเบี้ยนโยบายก็ยังอยู่ที่ระดับต่ำคือ 0.75% ดังนั้น ธนาคารกลางญี่ปุ่นจึงน่าจะต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปอีก 0.50-0.75% ทำให้เงินเยนอาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นได้ในครึ่งหลังของปี 2026
การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางของญี่ปุ่นนั้น ทำให้มีความกังวลว่า จะส่งผลต่อสภาพคล่องโดยรวมของโลก ในอดีตเงินเยนมีต้นทุนการกู้เงินต่ำและเงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่า จึงได้มีการกู้เงินเยนไปใช้ลงทุนในตราสารหนี้ต่างๆ ทั่วโลก (yen carry trade) รวมทั้งการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
ด้วยเหตุนี้ การที่เงินเยนกำลังจะมีต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น และเงินเยนอาจแข็งค่าขึ้น จึงจะมีส่วนทำให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าและดอกเบี้ยสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นได้ในปี 2026
ในอีกด้านหนึ่งก็ยังมีความกังวลว่า รัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งขาดดุลงบประมาณและมีหนี้สาธารณะสูงถึง 230% ของจีดีพี จะประสบปัญหาการคลังหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลัง ที่จะทำให้การขาดดุลงบประมาณต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นไปอีก และน่าจะสูงถึง 3% ของจีดีพี ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับจีดีพีที่จะขยายตัวจริงเพียง 0.6%
ผมเห็นว่า ความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะมีปัญหาด้านการคลังอยู่จริง แต่ยังไม่มากพอที่จะนำไปสู่ภาวะวิกฤติ เพราะกว่า 90% ของหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นนั้น เจ้าหนี้หรือผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นคือ ธนาคารกลางของญี่ปุ่น (ซึ่งประเมินว่า ปัจจุบันธนาคารกลางของญี่ปุ่นถือครึ่งหนึ่งหนึ่งของพันธบัตรของรัฐบาลญี่ปุ่นทั้งหมด)
และที่เหลือถือโดยประชาชนชาวญี่ปุ่นเอง ที่สำคัญคือ ญี่ปุ่นเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 3.5-4.0% ของจีดีพี แปลว่า ประเทศญี่ปุ่นโดยรวมมีรายได้มากกว่ารายจ่าย ประชาชนมีเงินเหลือไม่ต้องพึ่งพาเงินจากต่างประเทศมาซื้อพันธบัตรของรัฐบาลญี่ปุ่นครับ





