ตลาดรถยนต์ 2026 โลกเบรก 'รถอีวี' ยูเทิร์นหา ‘รถน้ำมัน’ ?

ในปี 2026 มหาอำนาจ 'สหรัฐ-จีน-ยุโรป' พร้อมใจถอนคันเร่งเงินอุดหนุน บีบค่ายรถยักษ์ใหญ่ยูเทิร์นกลับหาเครื่องยนต์สันดาปและไฮบริด แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าทิ้ง EV เพื่อชิงความเป็นใหญ่ในอุตสาหกรรม
KEY
POINTS
- อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเข้าสู่ภาวะ “ช็อกทางนโยบาย” ครั้งใหญ่ เมื่อรัฐบาลมหาอำนาจพร้อมใจกันผ่อนคันเร่งนโยบายหนุน EV และเศรษฐกิจและชะลอตัว
- รถยนต์ไฮบริดได้กลายเป็น “ฮีโร่” หรือดาวรุ่งใหม่ที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นจากผู้บริโภค จนค่ายยักษ์ต้องปรับกลยุทธ์ สู่โดมิโนเอฟฟเฟกต์บรรดาซัพพลายเออร์
- แต่สุดท้าย ไม่มีใครกล้าทิ้งแผน EV เมื่อ "จีน" กำลังชิงส่วนแบ่งตลาดในเวทีโลก
อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเผชิญกับภาวะ “ช็อกทางนโยบาย” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ เมื่อเข็มทิศที่เคยพุ่งไปหาพลังงานไฟฟ้า (EV) แบบสุดตัวเริ่มหมุนกลับทิศ
นักวิเคราะห์จาก Cox Automotive และ Edmunds มองเป็นเสียงเดียวกันว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังเดินเข้าสู่ “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญ เพราะแรงกดดันไม่ได้มาจากการแข่งขันระหว่างรถยนต์สันดาปภายในกับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในหลายประเทศ การเปลี่ยนแปลงของนโยบายรัฐ และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดกำลังส่งผลกระทบต่อทุกห่วงโซ่ในอุตสาหกรรม
โลกเบรก ‘อีวี’ รัฐรื้อทิ้งนโยบายสนับสนุน
เมื่อนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาลมหาอำนาจทั้งสหรัฐ จีน และยุโรป พร้อมใจกันลดการสนับสนุน ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องยกเลิกแผนการผลิตกันระนาว
ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นโยบายสนับสนุนสิ่งแวดล้อมถูกรื้อทิ้งเกือบทั้งหมด เงินอุดหนุนภาษี 7,500 ดอลลาร์ หรือราว 2.5 แสนบาท ส่งผลให้ S&P Global Mobility คาดการณ์ว่ายอดขาย EV ในสหรัฐอาจดิ่งลงถึง 30% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา
ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) ก็เริ่มยอมรับความจริงว่าการแบนรถยนต์น้ำมันทำได้ช้ากว่าแผน ท่ามกลางผู้บริโภคที่ยังกังวลเรื่องราคารถและจุดชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุม จึงเริ่มถอยห่างจากการบังคับและผ่อนปรนมาตรฐานไอเสีย เพื่อลดแรงกดดันต่อค่ายรถที่แบกรับต้นทุนมหาศาลที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ส่วน “จีน” แม้จะเป็นเจ้าตลาด EV แต่ปัจจุบันรัฐบาลปักกิ่งได้สั่งปรับทิศทางเพื่อแก้ปัญหาการผลิตที่ “ล้นตลาด” โดยเรียกผู้บริหารค่ายรถไปปรามเรื่องสงครามราคาที่รุนแรงเกินไป
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนได้ยุตินโยบายยกเว้นภาษีเต็มจำนวนสำหรับปลายเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา รวมทั้งนโยบายเงินอุดหนุนสูงสุดถึง 20,000 หยวน จากการแลกรถยนต์สันดาปรุ่นเก่าเป็นรถยนต์ใหม่ก็กำลังจะสิ้นสุดในเร็วๆ นี้ ทำให้คาดการณ์ว่ายอดขายในช่วงต้นปี 2026 จะซบเซาอย่างหนัก และอาจนำไปสู่การควบรวมกิจการของค่ายรถที่ไม่แข็งแกร่งพอ
ภาษีศุลกากร ข้อตกลงทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบต่างๆ กำลังสร้างความไม่แน่นอนให้กับทั้งผู้ผลิตรถยนต์และผู้บริโภค การเจรจาต่อรองใหม่ของข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก-แคนาดา และจีน อาจทำให้ภาษีใหม่ที่อาจเรียกเก็บจากรถยนต์และชิ้นส่วนนำเข้าอาจทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น
นักวิเคราะห์เตือนว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายเหล่านี้อาจนำไปสู่ราคารถที่สูงขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนอยู่แล้ว
‘วิกฤติอีวีจีน’ ปลาใหญ่ไล่กินปลาเล็ก
นอกเหนือจากนโยบายของประเทศมหาอำนาจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอีวีกำลังเดินถอยหลัง ตลาดใหญ่อย่าง “จีน” ก็มีแนวโน้มชะลอตัวในปีนี้
ในช่วงปลายปี 2025 รถยนต์พลังงานใหม่ทั้ง EV และ Hybrid ได้ครองส่วนแบ่งตลาดในจีนไปเกือบ 60% แล้ว ซึ่งหมายความว่าคนส่วนใหญ่ที่มีกำลังซื้อได้ซื้อไปเกือบหมดแล้ว UBS คาดการณ์ว่าในปี 2026 อัตราการเติบโตของยอดขายจะลดลงเหลือเพียง “ครึ่งเดียว” เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ปัจจุบันค่ายรถยักษ์ใหญ่เพียง 10 อันดับแรก ครองตลาดไปแล้วกว่า 95% จากเดิมที่เคยครองอยู่เพียง 60-70% นักวิเคราะห์มองว่าหลังจากนี้จะเกิดการ "ควบรวมกิจการ" ครั้งใหญ่ ค่ายรถนิรนามหรือแบรนด์เล็กๆ ที่สู้สงครามราคาไม่ไหวจะถูกบีบให้ออกจากตลาดไป เพราะผู้บริโภคจะเลือกซื้อเฉพาะแบรนด์ที่คุ้นชื่อและไว้ใจได้เท่านั้น
แรงกดดันจากการผลิตที่ล้นตลาดทำให้ค่ายรถต้องยอมหั่นราคากันอย่างบ้าคลั่ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ รถหรูอย่าง Mercedes-Benz EQS EV มีการอัดส่วนลดสูงถึง 432,000 หยวน หรือราว 2.1 ล้านบาท 432,000 หยวน ขณะที่ Volvo XC70 ก็ลดราคาลงเกือบ 7 แสนบาท ซึ่งนักวิเคราะห์จาก UBS เชื่อว่าสงครามราคานี้จะลากยาวไปอีกหลายปี
‘รถไฮบริด’ ฮีโร่ใหม่ของตลาด
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ชะลอตัวลง "รถยนต์ไฮบริด" กลับกลายเป็นดาวรุ่งที่เปล่งประกายท่ามกลางความมืดมิด ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ไฮบริดจะยังคงเร่งตัวขึ้นต่อไปในปี 2026
CarGurus Inc. แพลตฟอร์มประกาศขายรถยนต์ออนไลน์ที่ครอบคลุมตลาดรถยนต์ส่วนใหญ่ในสหรัฐคาดการณ์ว่าเกือบ 1 ใน 6 ของรถยนต์ใหม่ในปีหน้าจะเป็นรถยนต์ไฮบริด เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์อนุมัติการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีนี้มากขึ้น
แม้ว่ารถไฮบริดจะยังคงใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ แต่ก็จะช่วยลดการปล่อยมลพิษจากการขนส่งและส่งเสริมการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบไปโดยปริยาย
ชาวอเมริกันที่กังวลเรื่องราคารถยนต์ไฟฟ้ามองว่ารถยนต์ไฮบริดเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและการปล่อยมลพิษ โดยไม่ต้องเสี่ยงกับข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟ
บรรดาค่ายยักษ์ใหญ่กำลังหันไปสู่เส้นทางไฮบริดมากขึ้น อย่างฟอร์ด มอเตอร์ที่ประกาศยกเลิกสายการผลิตรถกระบะไฟฟ้า F-150 Lightning ชั่วคราวเพื่อหันไปผลิตรุ่นไฮบริดแทน
เว็บไซต์ CarGurus ยกให้รถยนต์ไฮบริดเป็นเรื่องราวความสำเร็จแห่งปี 2025 และที่จริงแล้วรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในสหรัฐ ปีนี้ก็คือ Hyundai Palisade Hybrid ซึ่งใช้เวลาจอดในโชว์รูมเฉลี่ยไม่ถึง 14 วันด้วยซ้ำ จากรถยนต์รุ่นต่างๆ ประมาณ 390 รุ่นในตลาดสหรัฐมีประมาณ 87 รุ่นที่มีเทคโนโลยีไฮบริด ซึ่งมากกว่าตัวเลือกที่ผู้ขับขี่มีเมื่อ 5 ปีก่อนเกือบ 50% ตามข้อมูลจาก Edmunds.com
สเตฟานี วัลเดซ สตรีตี จาก Cox Automotive มองว่า "ทิศทางในระยะยาวของอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเป็นรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ดี แต่ช่วงเวลาในการเปลี่ยนผ่านอาจช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ การทำข้อตกลงขายรถยนต์ไฟฟ้าน้อยลง การผลิตโตช้าลง และแทนที่จะมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าล้วนๆ ผู้ผลิตจะหันไปให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฮบริดมากขึ้น เพราะพยายามปรับการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด"
โดมิโนเอฟเฟกต์ถึง ‘ซัพพลายเออร์’
เมื่อคนหันไปหา EV ช้าลง รถยนต์บนท้องถนนส่วนใหญ่จึงยังเป็นรถที่ใช้น้ำมันต่อไป ส่งผลให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนและมลพิษทางอากาศจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกหลายปี ซึ่งถือเป็นความพ่ายแพ้ในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมโลก
ค่ายรถยนต์สันดาปต้องสูญเสียเงินลงทุนไปมหาศาลหลายพันล้านดอลลาร์ จากโครงการพัฒนารถ EV ที่จำใจต้องยกเลิกหรือเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะตลาดไม่ตอบรับตามเป้าที่เคยวางไว้
ผลกระทบที่หนักที่สุดตกอยู่กับซัพพลายเออร์ "ผู้ผลิตชิ้นส่วน" ซึ่งเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรม
เคน โอทราคูน จาก RPM Partners ระบุว่า ซัพพลายเออร์จำนวนมากหลงเชื่อแผนการเดิมและทุ่มเงินสร้างโรงงาน เตรียมผลิตชิ้นส่วนรองรับรถ EV แต่เมื่อค่ายรถเปลี่ยนแผนกะทันหัน ชิ้นส่วนเหล่านั้นก็ไม่มีที่ไป โรงงานต้องร้างหรือผลิตได้น้อยลงมากจนขาดทุน สร้างความปั่นป่วนอย่างรุนแรงไปตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
เศรษฐกิจซบเซา ฉุดตลาดรถยนตร์โลกดิ่ง
มองมาที่ภาพรวมตลาดรถยนต์โลก หลังจากปี 2025 ที่ทำผลงานได้ดีเกินคาด นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ใหม่จะเริ่มชะลอตัวลงในปี 2026 โดย Cox Automotive ประเมินยอดขายไว้ที่ประมาณ 15.8 ล้านคัน ลดลง 2.4% จากปีก่อนหน้า และตัวเลขนี้อาจกลายเป็นระดับปกติใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว มาตรการจูงใจจากผู้ผลิตที่ลดลง และต้นทุนการกู้ยืมที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันยอดขายทั้งสิ้น
ทิศทางโลกที่ไม่อาจย้อนกลับ
แม้ว่าค่ายรถยักษ์ใหญ่ทั่วโลกจะเริ่มแตะเบรกและชะลอแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครกล้าละทิ้งแผนนี้อย่างถาวรด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ ความต้องการของผู้บริโภคที่ยังมีอยู่ และความจำเป็นในการแข่งขันบนเวทีโลก
หุยหลิง โจว นักวิเคราะห์จาก BloombergNEF ชี้ให้เห็นข้อมูลที่น่าสนใจว่า ยอดขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปทั่วโลกได้ผ่าน “จุดสูงสุด” ไปแล้วตั้งแต่เมื่อ 8-9 ปีก่อน หลังจากนั้นความต้องการรถน้ำมันในภาพรวมของโลกก็ทรงตัว
ในปัจจุบัน รถยนต์ใหม่ที่ขายได้ทั่วโลกทุกๆ 4 คัน จะเป็นรถ EV อย่างน้อย 1 คัน ผลจากการที่จีนเร่งเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วและส่งออกรถไฟฟ้าไปทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตลาดรถน้ำมันเบนซินและดีเซลทั่วโลกกำลังหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ตลาดแบตเตอรี่คือพื้นที่เดียวที่ยังมีการขยายตัว
สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ การชะลอตัวในสหรัฐอาจเป็นเรื่องชั่วคราวตามนโยบายการเมือง แต่ในฐานะบริษัทระดับโลกไม่สามารถเมินเฉยต่อตลาดอื่นๆ ที่ยังเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดได้ หากค่ายรถรายใดตัดสินใจทิ้งเทคโนโลยี EV ไปในตอนนี้ ก็เท่ากับเป็นการ “ยกธงขาว” และปล่อยให้จีนครอบครองตลาดโลกไปโดยปริยาย







