'แบรนด์หรู' ไม่ฟื้น ห้างสินค้าลักชัวรี 'Saks' จ่อยื่นล้มละลาย

'แบรนด์หรู' ไม่ฟื้น ห้างสินค้าลักชัวรี 'Saks' จ่อยื่นล้มละลาย

ห้างสินค้าแบรนด์หรูชื่อดัง 'Saks' เตรียมยื่นล้มละลายในไม่กี่วันนี้ หลังผิดนัดชำระดอกเบี้ยหนี้หุ้นกู้ จ่อขึ้นแท่นเป็นการล้มละลายของห้างใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่โควิด

เว็บไซต์วอลสตรีทเจอร์นัลรายงานอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า บริษัท "แซกส์ โกลบอล โฮลดิ้งส์" (Saks Global Holdings) ซึ่งเป็นเจ้าของห้างสินค้าแบรนด์หรู Saks Fifth Avenue กำลังเตรียมยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการ "ล้มละลาย" ภายใต้มาตรา 11 ภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้ หลังผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ ที่เกิดจากการเข้าซื้อกิจการ "Neiman Marcus

Saks เผชิญปัญหาทางการเงินอย่างหนักนับตั้งแต่แบกรับภาระหนี้ในปี 2024 โดยความล่าช้าในการจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ ส่งผลให้สินค้าที่นำมาวางจำหน่ายลดลงและยอดขายอ่อนแรงลง ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับเจ้าหนี้เกี่ยวกับการจัดหาเงินทุนสำหรับกระบวนการฟื้นฟูกิจการ

การยื่นขอล้มละลายภายใต้มาตรา Chapter 11 ที่วางแผนไว้ คาดว่าจะเป็นการล้มละลายของห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด นับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 แต่ทาง Saks ยังปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

'แบรนด์หรู' ไม่ฟื้น ห้างสินค้าลักชัวรี 'Saks' จ่อยื่นล้มละลาย

แหล่งข่าวระบุว่า Saks ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ ที่ครบกำหนดในวันอังคารที่ 30 ธ.ค. ให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ได้ ขณะที่ปัญหาทางการเงินทวีความรุนแรงขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทพยายามระดมเงินสดผ่านการขายสินทรัพย์ เช่น การขายอสังหาริมทรัพย์ในย่านเบเวอร์ลีฮิลส์ และยังพิจารณาขายหุ้น 49% ใน "Bergdorf Goodman" ห้างลักชัวรีระดับไฮเอนด์ ซึ่งได้มาพร้อมกับการควบรวมกิจการมูลค่า 2.7 พันล้านดอลลาร์กับ Neiman Marcus

ทั้งนี้ Saks, Neiman Marcus และ Bergdorf Goodman ถือเป็นห้างสรรพสินค้าชัวรีไฮเอนด์ระดับตำนานของสหรัฐ ก่อตั้งมานานกว่าหนึ่งศตวรรษ และมีบทบาทสำคัญในการบุกเบิกตลาดค้าปลีกสินค้าหรู ร้านค้าของทั้งสามแบรนด์กลายเป็นแลนด์มาร์กในหลายเมืองทั่วประเทศ โดยเฉพาะในนิวยอร์ก สหรัฐ

การควบรวมกิจการของเครือห้างสรรพสินค้า ซึ่งรวมถึง Saks OFF 5th มีเป้าหมายเพื่อสร้าง "ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกลักชัวรี" ที่สามารถควบคุมต้นทุนและรักษาฐานลูกค้ามั่งคั่งได้ดีขึ้น แต่กลยุทธ์ดังกล่าวกลับสะดุดลง เมื่อภาระหนี้ของบริษัทที่ควบรวมกันแล้วพิสูจน์ว่าโมเดลนี้ไม่ยั่งยืน

นอกจากหนี้ก้อนใหญ่ที่เกิดจากการควบรวมแล้ว ธุรกิจลักชัวรียังเผชิญภาวะ "ยอดขายสินค้าหรูซบเซา" และในเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา บริษัทต้องระดมทุนใหม่ 600 ล้านดอลลาร์จากผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อใช้ชำระหนี้ที่ครบกำหนดในขณะนั้น Saks ยังประสบปัญหาในการจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ โดยบางรายระงับการส่งสินค้า ส่งผลให้บริษัทมีสินค้าจำหน่ายน้อยลง ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้มูลค่าหุ้นกู้ของ Saks ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดครั้งใหม่ในเดือนธ.ค.

ช่วงต้นปี 2025 Saks พยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับซัพพลายเออร์และแบรนด์ต่างๆ โดยระบุว่าจะชำระหนี้ค้างจ่าย แม้จะเป็นการผ่อนชำระในระยะเวลาที่ยาวขึ้น อย่างไรก็ดี บริษัทกลับสร้างความไม่พอใจให้กับซัพพลายเออร์ ด้วยการประกาศขยายเงื่อนไขการชำระเงินสำหรับคำสั่งซื้อใหม่ เป็นภายใน 90 วันหลังรับสินค้า จากเดิมที่กำหนดไว้ 60 วัน

ปัญหากับซัพพลายเออร์ทำให้ตำแหน่งการแข่งขันของบริษัทอ่อนแอลง เมื่อเทียบกับคู่แข่งในเซกเมนต์สินค้าแบรนด์หรูอย่าง "Nordstrom" และ "Bloomingdale’s" โดยยอดขายในไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 2 ส.ค. ลดลงมากกว่า 13% จากปีก่อนหน้า เหลือ 1.6 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้ และการขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 288 ล้านดอลลาร์

ที่มา: WSJ