เปิด 5 เทรนด์พลิกโฉมการท่องเที่ยวปี 2026

เปิด 5 เทรนด์พลิกโฉมการท่องเที่ยวปี 2026

การท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของจุดหมายปลายทาง หรือแม้แต่เส้นทางอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเรื่องของประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาต่างหาก มาดู 5 เทรนด์พลิกโฉมการท่องเที่ยวปี 2026

นับตั้งแต่สิ้นสุดโควิด การท่องเที่ยวเน้นประสบการณ์พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

เปลี่ยนจากการเน้นไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆ มาเป็นการเดินทางที่มีความหมายมากขึ้นช่วยให้นักท่องเที่ยวได้เชื่อมต่อกับผู้คนและสถานที่ที่พวกเขาไปเยือน

เว็บไซต์ซีเอ็นบีซีวิเคราะห์รายงานการท่องเที่ยวส่งท้ายปี 25 ฉบับ และระบุเทรนด์สำคัญที่สุด 5 เทรนด์ที่จะกำหนดทิศทางในปีข้างหน้า

  • 1. เลี่ยงไปที่คนหนาแน่น

เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ดียิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงทำให้นักท่องเที่ยวล้นยิ่งขึ้นไปอีก และเผลอๆ อาจประหยัดเงินได้ด้วย นักเดินทางจึงมีแนวโน้มไม่เที่ยวในฤดูไฮซีซันและไม่ไปในที่ที่คนนิยมไปมากขึ้น

จากการสำรวจความคิดเห็นของบริษัทท่องเที่ยว Virtuoso พบว่า 45% ของที่ปรึกษากล่าวว่า ลูกค้ากำลังปรับแผนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในบรรดาที่ปรึกษาเหล่านั้น 76% รายงานว่าสนใจเดินทางในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไม่ใช่ช่วงพีคเพิ่มมากขึ้น ขณะที่รายงาน “Luxe Report” ปี 2026 ของ Virtuoso พบว่า ที่ปรึกษา 75% กล่าวว่าลูกค้าชื่นชอบจุดหมายปลายทางที่มีสภาพอากาศปานกลาง

รายงานฉบับนี้ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน ต.ค.ยังแสดงให้เห็นถึงวิธีการยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวใช้เพื่อการเดินทางอย่างยั่งยืน ลดภาระต่อชุมชนท้องถิ่น และรักษาประสบการณ์ดั้งเดิมเอาไว้

การเปลี่ยนแปลงนี้หนุนเสริมกระแส “ท่องเที่ยวเมืองรอง” ที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ เมื่อผู้คนไปเยือนเมืองอื่นๆ นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแล้วได้รับประสบการณ์ซาบซึ้งดื่มด่ำมากขึ้น

แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ Agoda พบว่า การเสิร์ชหาที่พักในแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองของเอเชีย เติบโตมากกว่าแหล่งท่องเที่ยวดั้งเดิม 15%

รายงานแนวโน้มการท่องเที่ยวปี 2026 ของ Agoda ระบุด้วยว่า รัฐบาลหลายประเทศก็กำลังเล่นไปกับกระแสนี้ ตัวอย่างเช่น อินโดนีเซียเปิดตัวยุทธศาสตร์ “ท่องเที่ยว 5.0” มุ่งพัฒนา “ห้าสุดยอด” แหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง ออกแบบมาเพื่อดึงคนไปเยือนที่อื่นๆ นอกเหนือจากบาหลี

ญี่ปุ่นเองก็กำลังหันมาใช้รณรงค์ระดับภูมิภาคเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หลีกเลี่ยงโตเกียวและเมืองใหญ่อื่นๆ

  • 2. พักผ่อนอย่างเดียว ไม่ต้องตัดสินใจ

โดยปกติการท่องเที่ยวแบบรวมทุกอย่างเป็นไปเพื่อประสิทธิภาพ นักเดินทางจัดตารางเพื่อใช้วันหยุดให้คุ้มค่าที่สุด แต่ทุกวันนี้รายงานการท่องเที่ยวฉบับล่าสุดของเลมอนกราสมาร์เก็ตติง กล่าวว่านักเดินทางเหนื่อยใจตั้งแต่ก่อนไปทริป จึงนิยมใช้บริษัททัวร์วางแผนให้ หรือให้โรงแรมจัดแพ็กเกจรวมทุกอย่าง

โดยพื้นฐานแล้ว “นักเดินทางต้องการคนที่วางใจได้ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ให้เพื่อที่พวกเขาจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่” ทารา ชเวงค์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์ดิจิทัลของเลมอนกราสมาร์เก็ตติง กล่าวกับซีเอ็นบีซี

“เนื่องจากภาวะความเครียดกลายเป็นลักษณะเด่นของชีวิตสมัยใหม่ การเดินทางแบบไม่ต้องตัดสินใจมากจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมเสริมเพื่อสุขภาพเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นความคาดหวังหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักเดินทางที่มีเวลาน้อยและมีความเครียดสูง” ชเวงค์กล่าวเสริม

ด้าน จูลี ฮันเตอร์ ผู้อำนวยการและประธานคณะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัทท่องเที่ยวหรูฮันเตอร์ มอส กล่าวว่า เทรนด์นี้กำลังเปลี่ยนโฉมทริปไฮเอนด์ ใช้การคัดสรรตัวเลือกที่ลงตัวมาแทนที่ตัวเลือกมากมายไม่รู้จบ เปิดให้นักเดินทางอัลตราลักชัวรี “ไม่ต้องคิดเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือวางแผนเดินทางระหว่างทริป”

  • 3. เวลเนสไม่ใช่แค่สปา

อีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังขยายตัวคือการท่องเที่ยวเวลเนส ที่พัฒนามาจากแพ็กเกจสปาไปเป็นโปรแกรมลองจิวิตีที่มีวิทยาศาสตร์สนับสนุน และทริปสุขภาพใจ นำเสนอบริการ อาทิ โปรแกรมอายุรเวทในอินเดีย

ทริปพักผ่อนพร้อมโยคะและโต้คลื่นในคอสตาริกา และทริปสงบจิตสงบใจในแคนาดา

จากรายงานของ Virtuoso นักเดินทางหลายคนมองว่า การท่องเที่ยวเวลเนสเป็นการลงทุนด้านสุขภาพในระยะยาว

เสน่ห์ของการเดินทางเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง ตั้งแต่ทริปธรรมชาติราคาประหยัดไปจนถึงกระแสความนิยมในกลุ่ม “คนรวยที่รักสุขภาพ” รายงานระบุเพิ่มเติมว่า การเดินทางประเภทนี้ยังได้รับความนิยมจากนักเดินทางคนเดียวและคู่รัก รวมถึงนักเดินทางทั้งวัยหนุ่มสาวและผู้สูงอายุด้วย

รายงานอีกหนึ่งฉบับจากบริษัททัวร์ Contiki ระบุ สองในสามของนักเดินทางสหรัฐที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี กล่าวว่า พวกเขาชอบทริปแบบแอคทีฟเช่น การเดินป่า ล่องแก่ง และปั่นจักรยาน และกว่า 50% เชื่อว่าการรักษาสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญในขณะเดินทาง

  • 4. ท่องเที่ยวเพื่อรำลึกความหลัง

นักท่องเที่ยวหนุ่มสาวกำลังมองหาวันหยุดพักผ่อน เพื่อพาพวกเขาย้อนกลับไปในอดีต

ตามรายงานของ Contiki ชาวอเมริกันอายุต่ำกว่า 35 ปี เกือบ 8 ใน 10 กล่าวว่าพวกเขาเคยไปเที่ยวในวัยเด็กมาแล้ว หรืออยากจะไปเที่ยวในวัยเด็กอีกครั้ง

ในเวลาเดียวกันข้อมูลจากรายงาน “Future Forecast 2026” โดยบริษัทที่ปรึกษา The Future Laboratory บอกว่า ผู้ที่เพิ่งเกษียณ กลุ่มนี้รวมถึงคนเจน X อายุมากที่สุด กำลังโอบรับเสรีภาพที่เพิ่งค้นพบผ่านการเดินทางท่องเที่ยว “ปีทอง”

เมื่อไม่ต้องส่งงานให้เจ้านาย ไม่มีลูกให้ต้องดูแล พวกเขาจึงขยายเวลาทริปออกไปทั้งการเดินทางทางบกหรือการล่องเรือสำราญ ซึ่งผจญภัยมากกว่าทริปวัยเกษียณในอดีต รายงานยังอ้างถึงงานวิจัยจาก Inspired Villages ผู้ดำเนินการหมู่บ้านคนเกษียณในสหราชอาณาจักรพบว่า ผู้เกษียณเกือบ 25% เคยท่องเที่ยวเป็นเวลาหนึ่งปี หรือพิจารณาจะทำเช่นนั้น

  • 5. เอไอในบริการโรงแรม

ขณะที่นักเดินทางหันไปใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) จองทริปกันมากขึ้น โรงแรมก็ใช้เอไอเพื่อเข้าใจแขกได้ดีขึ้นเช่นกัน

ตามรายงานของ Oracle Hospitality ปีหน้าคาดว่าจะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการโรงแรม โดยจะเปลี่ยนจากการตอบสนองตามคำขอของแขกไปเป็นการคาดการณ์ความต้องการของแขกล่วงหน้า โดยใช้เอไอเชิงคาดการณ์เพื่อปรับแต่งการเข้าพักให้เหมาะสมกับแขกก่อนที่แขกจะเดินทางมาถึง

รายงานจากบริษัทเทคโนโลยีการเดินทาง Amadeus ระบุว่าบางโรงแรมเปิดให้นักท่องเที่ยวปรับทุกรายละเอียดในห้องพักได้แล้ว เช่น เพิ่มเครื่องพิลาทิสและม่านบังแสง หรือเลือกห้องที่อยู่ใกล้กับบุฟเฟ่ต์อาหารเช้ามากที่สุด

“เมื่อเอไอพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การปรับแต่งให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายไม่ใช่บริการพิเศษอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีตั้งแต่แรก” รายงานของ Amadeus ย้ำ