เปิด ‘10 คำทำนาย’ ปี 2026 ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเห็นร่วมกัน

ปี 2026 กำลังถูกมองว่าเป็นปีที่ตลาดการเงิน กลับมาโฟกัส ‘พื้นฐานบริษัท’ มากกว่ากระแส กำไรจริง ประสิทธิภาพจาก AI และนโยบายรัฐ กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการลงทุน ขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์ การค้า และการแข่งขันของมหาอำนาจ ยังคงเป็นแรงกดดันพื้นฐานของโลก
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกยุคใหม่ คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “อะไรจะเกิดขึ้น” แต่คือ “แนวโน้มใดที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกัน”
การวิเคราะห์ “Prediction Consensus 2026” หรือ “มุมมองร่วมของผู้เชี่ยวชาญ ปี 2026” ของ Visual Capitalist ได้รวบรวมและสังเคราะห์การคาดการณ์มากกว่า 2,000 รายการ จากบทความ รายงาน พอดแคสต์ และบทสัมภาษณ์ของนักวิเคราะห์และองค์กรชั้นนำทั่วโลก ตั้งแต่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ บริษัทที่ปรึกษาระดับสากล ไปจนถึงผู้นำด้านเทคโนโลยี เพื่อคัดกรองสัญญาณที่ปรากฏซ้ำ ๆ ออกมาเป็น “ธีมหลัก” ที่มีน้ำหนักสูงที่สุดสำหรับปี 2026 ออกมาเป็น 10 อย่าง ดังนี้
1.หุ้นปี 2026 วัดกันที่กำไรจริง ไม่ใช่กระแส
ถ้า 2025 คือปีแห่งการ “ปรับตัว” ทั้งตลาดการเงินต้องตั้งหลักกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น การเมืองโลกที่ปั่นป่วนจากการกลับมาของรัฐบาลทรัมป์ และ AI ที่เริ่มหลุดจากช่วงกระแสไปสู่การใช้งานจริง ในปี 2026 กำลังจะเป็นปีที่โลกเริ่ม “รวมศูนย์” และเห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นชัดเจนขึ้น
มุมมองโดยรวมของนักวิเคราะห์คือ “มองบวกอย่างระมัดระวัง” ตลาดยังมีความหวัง แต่ไม่ได้ไร้ความเสี่ยง โดยสถาบันการเงิน Morgan Stanley เรียกปี 2026 ว่าเป็น “ปีแห่งการรีบูตความเสี่ยง” หมายความว่า นักลงทุนจะเริ่มหันจากความกังวลระดับโลก ไปโฟกัสที่ “พื้นฐานของบริษัท” มากขึ้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น
ปัจจัยหนุนสำคัญคือ นโยบายรัฐที่ค่อนข้างเป็นมิตร ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ การผ่อนคลายนโยบายการเงินที่ยังเดินหน้าต่อ และการลดกฎระเบียบ ซึ่งเป็นชุดนโยบายที่ไม่ค่อยได้เห็นพร้อมกัน นอกจากในช่วงเศรษฐกิจซบเซา
อย่างไรก็ดี The Economist มองภาพด้วยน้ำเสียงที่สุขุมกว่า โดยเตือนว่า ปี 2026 จะถูกกำหนดทิศทางด้วย “ความไม่แน่นอน” เป็นหลัก จากแรงสั่นสะเทือนของการปรับโฉมระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ภายใต้ทรัมป์ ซึ่งยังคงแผ่ขยายไปทั่วโลก ระเบียบโลกแบบยึดกติกาเดิมกำลังเลือนรางลง เส้นแบ่งระหว่างสงครามกับสันติภาพยิ่งพร่าเลือน การโจมตีทางไซเบอร์ และการแข่งขันเชิงอำนาจที่ยังคงอยู่ตลอดเวลาระหว่างประเทศต่าง ๆ
สรุปคือ แม้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นอาจยังเติบโตได้ดี แต่โลกที่เป็นพื้นฐานรองรับตลาดเหล่านี้ ยังเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนอยู่ไม่น้อย
2. AI เข้าสู่การผสานงานจริง พร้อมคำถามเรื่องผลลัพธ์
เป็นปีที่สามติดต่อกันแล้ว ที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ครองเวทีการคาดการณ์อนาคต หากแต่กรอบการสนทนาได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากปี 2024 ที่สังคมยังถกเถียงกันว่า กระแส AI เป็นเพียงกระแสตื่นเต้น หรือมีพื้นฐานรองรับจริง และปี 2025 ที่จุดสนใจขยับไปสู่การนำ AI ไปใช้งานในวงกว้าง
ในปี 2026 บทสนทนากำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ สู่ “การผสาน AI เข้ากับระบบและกระบวนการทำงานอย่างแท้จริง” รวมถึงผลกระทบเชิงลึกที่กำลังตามมา
ด้านบริษัทเทคโนโลยี Microsoft มองว่า “ปี 2026 คือปีที่ AI พัฒนาจากการเป็นเพียงเครื่องมือ ไปสู่การเป็น ‘พาร์ตเนอร์’ ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราทำงาน สร้างสรรค์ และแก้ไขปัญหา”
ขณะที่ Forrester บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยี ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐมองว่า “AI จะค่อยๆ หมดความเงางามลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากมงกุฎสู่หมวกนิรภัย ความกังวลเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ขององค์กร จะมีน้ำหนักมากกว่าคำโฆษณาเกินจริงของผู้ขายเทคโนโลยี”
3. Agentic AI หรือคู่หูร่วมงาน จะมาแรง
ในหลายอุตสาหกรรม AI กำลังก้าวข้ามบทบาทจากการเป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่คอยตอบคำถาม ไปสู่ “การทำงานร่วมกับมนุษย์” อย่างจริงจัง และช่วยขยายขีดความสามารถของผู้เชี่ยวชาญ
ปีนี้ถูกมองว่าเป็นช่วงของการเร่งสร้าง “Agentic AI” อย่างเต็มรูปแบบ โดยบริษัทตรวจสอบบัญชี Deloitte คาดว่า ภายในสิ้นปี 2026 บริษัทมากถึง 75% อาจเริ่มลงทุนใน Agentic AI ซึ่งหมายถึงระบบอัตโนมัติที่สามารถวางแผน ลงมือทำ และปรับตัวได้ด้วยตนเอง โดยแทบไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุมตลอดเวลา
AI กลุ่มนี้ถูกคาดหมายว่าจะกลายเป็น “เพื่อนร่วมงานดิจิทัล” ช่วยให้ทีมมีขนาดเล็ก และทำผลงานได้เกินตัว
Microsoft มองภาพอนาคตที่ทีมการตลาดเพียง 3 คน สามารถเปิดตัวแคมเปญระดับโลกได้ภายในไม่กี่วัน โดยให้ AI รับหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและสร้างคอนเทนต์ ขณะที่มนุษย์ยังคงเป็นผู้กำหนดกลยุทธ์
ขณะ Morgan Stanley ระบุว่า AI ได้เสริมมุมมองเชิงบวกต่อกำไรของบริษัทต่าง ๆ พร้อมคาดการณ์ว่า รายได้จาก Generative AI ของบริษัทซอฟต์แวร์และอินเทอร์เน็ต จะเติบโตมากกว่า 20 เท่า ภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า
“ผมเชื่อว่า AI จะสร้างงานใหม่จำนวนมากในระยะยาว แต่ในช่วงปีแรก ๆ จะเกิด ‘ช่องว่างเวลา’ ระหว่างการทำลายงานอย่างรวดเร็วกับการสร้างงานใหม่ ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือบัณฑิตจบใหม่ระดับมัธยมปลายและมหาวิทยาลัย รวมถึงแรงงานอายุเกิน 50 ปี ที่ไม่สามารถหรือไม่ยอมปรับตัวเข้ากับ AI” จอห์น แชมเบอร์ส ประธานกิตติคุณ Cisco / CEO, JC2 Ventures กล่าว
4. S&P 500 ขึ้นต่อ คาดทะลุ 8,000 จุด
ในปัจจุบัน ดัชนี S&P 500 อยู่ที่ราว 6,900 จุด โดยเหล่านักกลยุทธ์วอลล์สตรีทประเมิน “เป้าหมายดัชนี S&P 500” ณ สิ้นปี 2026 อยู่ในกรอบค่อนข้างแคบ ดังนี้
สถาบัน เป้าหมาย อัพไซด์โดยประมาณ
Morgan Stanley 7,800 15%
JPMorgan 7,500 11%
UBS 7,500 11%
CFRA 7,400 10%
Bank of America 7,100 5%
ในฝั่งมุมมองเชิงบวกของ JPMorgan เชื่อว่า ดัชนีอาจ “ทะลุระดับ 8,000 จุดได้” หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ผ่อนคลายนโยบายการเงินมากกว่าที่ตลาดคาดไว้
ขณะที่ Morgan Stanley ระบุว่า นี่คือมุมมองเชิงบวกที่สุดในรอบหลายปี โดยมีแรงหนุนจากการกลับมาของความสามารถบริษัทในการทำให้ “กำไรเพิ่มเร็วกว่ารายได้” เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพจาก AI นโยบายภาษีและกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับควบคุมได้
ที่สำคัญ นักวิเคราะห์มองว่า กำไรบริษัทจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในปี 2026 สวิตา ซูบรามาเนียน จาก Bank of America คาดว่า กำไรต่อหุ้น (EPS) จะเติบโตถึง 14% แต่เตือนว่า ค่า P/E อาจหดตัวลงราว 10 จุด ซึ่งหมายความว่า ตลาดจะปรับขึ้นท่ามกลางความกังวลด้านมูลค่า
ส่วน Morgan Stanley คาดว่า EPS ของดัชนี S&P 500 ในปี 2026 จะอยู่ที่ 317 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 17% จากปีก่อนหน้า
5.ซูเปอร์ไซเคิลของทองคำ ‘ยังไม่จบ’
สำหรับทองคำ ยังคงเป็นสินทรัพย์ขวัญใจของนักลงทุน โดย Morgan Stanley ตั้งราคาเป้าหมายไว้ที่ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือมีอัพไซด์ราว 9% จากระดับปัจจุบัน
ขณะที่สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า ในปี 2025 ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่กว่า 50 ครั้ง และอาจสร้างผลตอบแทนรายปีที่แข็งแกร่งเป็นอันดับ 4 นับตั้งแต่ปี 1971
แรงขับเคลื่อนของทองคำเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งการเข้าซื้อของธนาคารกลาง การใช้ทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลัง
ธนาคาร Deutsche มองว่า อุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากธนาคารกลาง และจากนักลงทุนที่มองหาทางป้องกันความเสี่ยงให้กับการลงทุนด้านเทคโนโลยีของตน มีแนวโน้มจะช่วยพยุงราคาทองคำในปี 2026
ในกรณีเลวร้ายแบบ “วงจรหายนะ” ที่ฐานะการคลังเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว ราคาทองคำอาจพุ่งขึ้นได้อีก 15–30% จากระดับปัจจุบัน
“แม้ราคาทองคำอาจดูปรับขึ้นมามากในระยะสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานที่ขับเคลื่อนความแข็งแกร่งของทองคำยังคาดว่าจะดำรงอยู่ต่อไป ทำให้ทองคำยังคงเป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ” Mackenzie Investments ระบุ
6.ศก.ปีหน้า ชะลอค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ถึงขั้นถดถอย
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.2% ในปี 2025 และ 3.1% ในปี 2026 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดโควิดที่ 3.7% แต่ยังไม่ถึงขั้นถดถอย
ขณะที่ Morgan Stanley ประเมินตัวเลขใกล้เคียงกัน โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะโต 3.0% ในปี 2025 และ 3.2% ในปี 2026 และ 2027
สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว มีแนวโน้มเติบโตเพียงราว 1.5–1.6%
ส่วนตลาดเกิดใหม่ มีแนวโน้มรักษาอัตราการเติบโตได้เหนือ 4% มุมมองโดยรวมจึงเป็นฉากทัศน์ “ลงจอดนุ่ม” (Soft Landing) กล่าวคือ เศรษฐกิจอาจชะลอลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เงินเฟ้อยังคงลดลง และธนาคารกลางเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงิน แต่ไม่ถึงขั้นเร่งรุนแรง
7.ยุค ‘ดอกเบี้ยสูงยาวนาน’ กำลังเลือนหาย
ในปีหน้า นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น Morgan Stanley คาดว่า เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 3.0–3.25% ภายในช่วงกลางปี ก่อนหยุดพักเป็นระยะเวลานาน
ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) คาดว่า จะลดดอกเบี้ยลงมาที่ 2.75% ก่อนชะลอการปรับต่อ
ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งเผชิญเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายและการเติบโตที่ซบเซา อาจจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดประเมินไว้ในปัจจุบัน
ด้านญี่ปุ่น ยังคงเป็นข้อยกเว้นสำคัญ โดยเป็นประเทศพัฒนาแล้วรายเดียวที่อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อ เนื่องจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) คาดว่า จะขึ้นดอกเบี้ยไปแตะระดับ 0.75% ภายในเดือนธันวาคม ก่อนจะหยุดพักการดำเนินนโยบาย
8.ภาษีศุลกากร กลายเป็น ‘เรื่องปกติใหม่’
แทบไม่มีประเด็นใดที่นักวิเคราะห์เห็นตรงกันมากเท่านี้ นั่นคือ มาตรการภาษีศุลกากร “จะยังไม่หายไปไหน” ภาษีตอบโต้ที่รัฐบาลทรัมป์ใช้ สามารถสร้างรายได้ให้รัฐเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แม้จะมีความเสี่ยงถูกท้าทายทางกฎหมาย
ธนาคาร Barclays มองว่า ศาลสูงสุดสหรัฐอาจตัดสินว่า มาตรการเหล่านี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อัตราภาษีที่แท้จริง ก็ได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 12.1% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1934
“ภาษีศุลกากร เมื่อบังคับใช้ไปแล้ว เป็นเรื่องยากที่จะยกเลิก” จีนา ไรมอนโด อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐกล่าว “ไม่มีใครอยากเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ถูกกล่าวหาว่า ‘ทอดทิ้งแรงงานอเมริกัน’ ”
สำหรับผลกระทบจากภาษี ธนาคาร UBS คาดว่า ในช่วงต้นปี 2026 เศรษฐกิจสหรัฐอาจเผชิญช่วงสะดุดสั้น ๆ จากผลของภาษีที่ดันราคาสินค้าในประเทศขึ้น แต่ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป การเติบโตจะขยายวงและแข็งแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างกำลังเกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง การค้าโลกอาจถูกจัดเส้นทางใหม่อย่างถาวร ห่วงโซ่อุปทานกำลังกระจายตัว และสหรัฐกำลังใช้ “ภาษีศุลกากร” อย่างชัดเจน ในฐานะเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ
9.จีนหันพึ่งส่งออกกับ ‘ประเทศกำลังพัฒนา’
ท่ามกลางภาวะเงินฝืด วิกฤติอสังหาริมทรัพย์ และการเติบโตในประเทศที่ชะลอลง จีนกำลังปรับทิศทางไปเน้นการผลิต และการครองความได้เปรียบด้านการส่งออก พร้อมวางตัวเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือมากขึ้น โดยเฉพาะต่อประเทศกำลังพัฒนา หรือ Global South ผ่านการทำข้อตกลงการค้า ในช่วงที่สหรัฐกำลังถอยห่างจากระบบพหุภาคี
“เครื่องจักรการส่งออกของจีน ยังคงเดินหน้าทำงานอย่างคึกคักตลอดปี 2025 และมีแนวโน้มจะดำเนินต่อเนื่องไปถึงปี 2026” ธนาคาร Barclays ระบุ
Morgan Stanley คาดว่า จีดีพีที่แท้จริงของจีนจะขยายตัว 5% ในปี 2026 โดยได้แรงหนุนจากมาตรการสนับสนุนของรัฐบาลที่อัดฉีดล่วงหน้า
อย่างไรก็ดี กลยุทธ์นี้อาจก่อให้เกิดแรงเสียดทานในระดับโลก เพราะปัญหาการผลิตล้นเกินในภาคอุตสาหกรรมจีน อาจทะลักสู่ตลาดโลก และยิ่งกระตุ้นความขัดแย้งด้านภาษีให้รุนแรงขึ้น
10.ความตึงเครียดใน ‘พื้นที่สีเทา’ เพิ่มมากขึ้น
The Economist เตือนว่า รัสเซียและจีนอาจ “ทดสอบความจริงจังของสหรัฐ” ในการปกป้องพันธมิตร ผ่านการเคลื่อนไหวกดดันใน “พื้นที่สีเทา” ทั้งในยุโรปเหนือและทะเลจีนใต้ โดยความตึงเครียด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายด้าน ตั้งแต่เขตอาร์กติก อวกาศ รอบวงโคจร ก้นทะเล ไปจนถึงโลกไซเบอร์
การแข่งขันเชิงอำนาจในลักษณะนี้ ซึ่งยังไม่ถึงขั้นสงครามเต็มรูปแบบ แต่ก็เกินกว่าความขัดแย้งในยามปกติ คาดว่าจะทวีความเข้มข้นมากขึ้น โดยการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ จะพึ่งพาเทคโนโลยีข่าวกรองจากอวกาศ โดรน และปฏิบัติการไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI มากขึ้นเรื่อย ๆ
อ้างอิง: visualcapitalist







