เปิด 3 หุ้นชิปนอกสายตา สู่ ‘หุ้นชิปจีนดาวรุ่ง 2026’

เปิด 3 หุ้นชิปนอกสายตา สู่ ‘หุ้นชิปจีนดาวรุ่ง 2026’

นับตั้งแต่สหรัฐคว่ำบาตรชิปจีนอย่างหนัก ไปจนถึงการหายไปของ Nvidia จากตลาดจีน นี่กลับเปิดเวทีให้บริษัทชิป AI ของจีนก้าวขึ้นมาแทน ตั้งแต่ Cambricon ที่เริ่มพลิกมีกำไร ไปจนถึง Moore Threads และ MetaX ที่ราคาหุ้นพุ่งแรงในวันเข้าตลาด สะท้อนจังหวะเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อจีนเร่งปั้น ‘แชมป์ชิปในประเทศ’ เพื่อขับเคลื่อนยุค AI โดยมุ่งไม่ต้องพึ่งพาตะวันตกอีกต่อไป

ในโลกที่ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ของเศรษฐกิจโลก ชื่อของ Nvidia คือมาตรฐานที่ใครก็เลี่ยงไม่ได้ แต่ในอีกฟากหนึ่งของโลก จีนกำลังเร่งสร้าง “หัวใจ AI” ของตัวเองขึ้นมา ตั้งแต่ Cambricon ฉายา “Nvidia แห่งแดนมังกร” ที่เริ่มพลิกกลับมามีกำไร ไปจนถึง Moore Threads และ MetaX ที่ราคาหุ้นพุ่งแรงหลังเข้าตลาด

ภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่กระแสเก็งกำไรระยะสั้น แต่สะท้อน “การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” ของอุตสาหกรรม เมื่อจีนเร่งผลักดัน “ชิปของตัวเอง” ขึ้นมาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนยุค AI ท่ามกลางเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่จีนกำลังค่อย ๆ ตัดเทคโนโลยีตะวันตกออกจากสมการมากขึ้นทุกขณะ

สำหรับเหล่า หุ้นชิป AI จีน ระดับเล็ก จากเดิมที่เคยเป็นเพียง “ม้านอกสายตา” วันนี้กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่ตลาดหันมาจับตาอย่างจริงจัง และอาจกลายเป็น “ม้าเทพแห่งอนาคต” ในสมรภูมิ ซึ่งมี 3 บริษัทดาวเด่นดังนี้

1. Cambricon ฉายา ‘Nvidia แห่งแดนมังกร’ พลิกมีกำไรแล้ว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ Cambricon Technologies ถูกกล่าวถึงหลายครั้งในสื่อเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ พร้อมฉายาที่ฟังดูยิ่งใหญ่อย่าง “Nvidia ของจีน” คำถามคือ เหตุใดบริษัทชิปที่อยู่นอกสายตาคนทั่วไป จึงถูกนำไปเปรียบเทียบกับยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia ซึ่งครองที่ 1 ตลาดชิป AI ของโลกในปัจจุบัน

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่า Cambricon “เก่งเท่า” Nvidia แล้วหรือไม่ แต่อยู่ที่บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่จีนคาดหวังให้บริษัทนี้ทำหน้าที่ในระบบนิเวศ AI ของประเทศ

หากมองในเชิงโครงสร้าง Nvidia คือหัวใจของโลก AI ตะวันตก ตั้งแต่การฝึกโมเดลขนาดใหญ่ในดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานของคลาวด์และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ชิป GPU ของ Nvidia ไม่ได้เป็นเพียงฮาร์ดแวร์ แต่เป็น “มาตรฐานกลาง” ที่นักพัฒนา AI ทั่วโลกต้องพึ่งพา

Cambricon ถูกวางตำแหน่งในบทบาทเดียวกัน แต่ใน “ฝั่งจีน” บริษัทนี้ไม่ได้เริ่มจากการทำ CPU แบบ Intel หรือ GPU เพื่อกราฟิกแบบ Nvidia ยุคแรก หากแต่เกิดมาเพื่อ “AI โดยตรง” ตั้งแต่ต้น ชิปตระกูล MLU (Machine Learning Unit) ถูกออกแบบมาเพื่อเร่งการประมวลผลเครือข่ายประสาทเทียมทั้งในงานการฝึกและประมวลผล เป้าหมายจึงชัดเจนว่า Cambricon ไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นทั่วไป แต่ต้องการเป็นแกนกลางของการคำนวณ AI ภายในประเทศ

จุดสำคัญที่ทำให้ Cambricon แตกต่างจากสตาร์ทอัพชิปทั่วไป คือ “สายสัมพันธ์กับรัฐ” บริษัทแยกตัวออกมาจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences) และเติบโตภายใต้การสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ ลูกค้าหลักจำนวนมากอยู่ในภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนที่ให้บริการคลาวด์ของจีน

ฉายานี้ไม่ได้เกิดจากความหวือหวาเพียงอย่างเดียว หากแต่สะท้อนคำถามสำคัญว่า จีนจะสร้างระบบนิเวศ AI ของตนเองได้จริงหรือไม่ และคำตอบของคำถามนี้ อาจเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อ Cambricon สามารถ “พลิกกลับมามีกำไร” ได้เป็นครั้งแรก

บริษัทรายงาน “กำไรสุทธิ” 567 ล้านหยวนในไตรมาสเดือนกันยายน เทียบกับผลขาดทุนสุทธิ 194 ล้านหยวนในปีก่อนหน้า ซึ่งคิดเป็นการพลิกฟื้นและเพิ่มขึ้นถึง 1,332% โดยผลกำไรดังกล่าวมาจากรายได้รวม 1,730 ล้านหยวน

สำหรับหุ้น Cambricon ซึ่งอยู่ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ นับตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงสิ้นปี 2025 ราคาหุ้นได้ทะยานกว่า 100% หรือราว 1 เด้ง โดย Cambricon วางแผนเพิ่มกำลังการผลิตชิป AI “มากกว่าสามเท่า” ในปี 2026 มีเป้าหมายแย่งส่วนแบ่งตลาดจาก Huawei Technologies ในจีน และเข้าไปเติมช่องว่างที่เกิดขึ้นหลังจาก Nvidia ถูกบีบให้ถอนตัวออกจากตลาดจีนไป

Cambricon จะพึ่งพากระบวนการผลิตชิปล่าสุดของบริษัทผลิตชิป Semiconductor Manufacturing International Corp. (SMIC) เป็นหลัก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า “N+2” ระดับ 7 นาโนเมตร

2. Moore Threads พุ่งแรงกว่า 400% ฉายา ‘Nvidia ตัวจิ๋วของจีน’

สำหรับหุ้นของ Moore Threads ผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) จากกรุงปักกิ่ง พุ่งขึ้นกว่า 400% ในการเข้าซื้อขายวันแรกที่ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ หลังการระดมทุนครั้งใหญ่ราว 1.1 พันล้านดอลลาร์

ราคาหุ้นปิดที่ 600.5 หยวน สูงกว่าราคา IPO ที่ 114.28 หยวน หรือมากกว่า 5 เท่า ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทจีนที่ได้อานิสงส์จากการที่ประเทศหันมาพึ่งพาชิป AI ของตัวเอง

Moore Threads ก่อตั้งขึ้นในปี 2020 โดยจาง เจี้ยนจง อดีตผู้บริหารของ Nvidia บริษัทเริ่มต้นจากการสร้างรายได้จากชิปกราฟิกสำหรับการเล่นเกมและการเรนเดอร์ภาพ ก่อนจะหันมาพัฒนาเป็นชิป AI ที่ใช้ขับเคลื่อนโมเดลภาษาขนาดใหญ่

ไม่นานนี้ บริษัทซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงปักกิ่ง และได้รับฉายาว่าเป็น “Nvidia ตัวจิ๋วของจีน” ได้เปิดตัวชิปที่กำลังจะวางจำหน่าย 2 รุ่น คือ Huashan และ Lushan ซึ่งตั้งชื่อตามภูเขาที่มีชื่อเสียงของจีน

จาง เจียนจงกล่าวว่า ชิป Huashan ซึ่งออกแบบมาสำหรับการฝึก และการประมวลผลโมเดล AI ให้ประสิทธิภาพ “เหนือกว่า” ชิปตระกูล Hopper ของ Nvidia และมีสมรรถนะใกล้เคียงกับชิปรุ่นใหม่อย่าง Blackwell ของ Nvidia

การเข้าตลาดหุ้นอย่างประสบความสำเร็จของ Moore Threads เกิดขึ้นแม้บริษัทจะถูกสหรัฐขึ้นบัญชีคว่ำบาตรตั้งแต่ปี 2023 ซึ่งจำกัดการเข้าถึงกระบวนการผลิตชิปขั้นสูงและโรงงานรับจ้างผลิต

ทั้งนี้ Moore Threads มีผลขาดทุนสุทธิ 724 ล้านหยวนในช่วงสามไตรมาสแรกของปีนี้ แต่เป็นการขาดทุนลดลง 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้พุ่งขึ้น 182% มาอยู่ที่ 780 ล้านหยวน

3. หุ้นชิป AI MetaX ทะยานทันที 700% ในวัน IPO

ในวันที่ 17 ธันวาคม 68 ซื้อขายวันแรกในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ หุ้น MetaX Integrated Circuits ก็พุ่งเป็นจรวด 693% จากราคาเสนอขาย 104.66 หยวน ไปปิดที่ 829.90 หยวนในการซื้อขายวันพุธ บนตลาด STAR Market หลังนักลงทุนแห่เข้าซื้อหุ้นของผู้ผลิต GPU รายที่สองของจีนซึ่งเข้าจดทะเบียนในเดือนนี้ ท่ามกลางกระแสคาดหวังต่อการผลักดันของจีนที่จะพึ่งพาตนเองด้านชิปปัญญาประดิษฐ์

สิ่งนี้ส่งผลให้ MetaX ซึ่งก่อตั้งมาเพียง 5 ปี กลายเป็นหุ้น IPO ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดอันดับ 3 ของตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ในปีนี้

“บริษัทแห่งนี้เป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิป GPU ประสิทธิภาพสูงชั้นนำของจีน” หลี่ ฮุ่ย นักวิเคราะห์จาก Huajin Securities ระบุ “และคาดว่าจะได้รับประโยชน์เต็มที่จากความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องของกระบวนการทดแทนการนำเข้าด้วยเทคโนโลยีในประเทศ”

ทั้งนี้ MetaX ก่อตั้งขึ้นในปี 2020 โดยอดีตพนักงานของ AMD จำนวน 3 คน โดยเฉิน เว่ยเหลียง ประธานและผู้จัดการทั่วไป เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโสของบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่จากสหรัฐรายดังกล่าวมาก่อน

บริษัทระบุว่า จะนำเงินที่ได้จาก IPO ไปใช้ในการวิจัยและพัฒนาชิป GPU ประสิทธิภาพสูง และปัจจุบัน MetaX มีผลิตภัณฑ์ GPU สำหรับงาน AI inference การประมวลผลอเนกประสงค์ และการเรนเดอร์กราฟิก

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 MetaX มีรายได้รวม 1.24 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงขาดทุนสุทธิ 345.5 ล้านหยวน ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นผลจากการใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาในระดับสูง และเผยว่าในอย่างเร็วที่สุด ยังไม่สามารถถึงจุดคุ้มทุนได้ก่อนปี 2026

อ้างอิง: bloombergscmpscmp(2)bloomberg(2)