วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

บ้านเวียดนาม ‘แพงเกินเอื้อม’ ยิ่งกว่าสิงคโปร์ ดับฝันชนชั้นทำงาน

บ้านเวียดนาม ‘แพงเกินเอื้อม’ ยิ่งกว่าสิงคโปร์ ดับฝันชนชั้นทำงาน

แม้เวียดนามโตเร็ว แต่อีกด้านหนึ่ง คนเวียดนามจำนวนมากกลับพบว่า ‘การมีบ้านของตัวเอง’ กลับกลายเป็นความฝันที่ถอยห่างออกไปทุกปี ราคาที่อยู่พุ่งสวนทางรายได้ จนเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเมื่อวัดด้วยอัตราส่วนราคาบ้านต่อรายได้ ฮานอยและโฮจิมินห์กลับ ‘แพงกว่า’ โตเกียว โซล และสิงคโปร์เสียอีก

ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เวียดนามถีบตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในอาเซียน เป็นที่ดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติมากมาย แต่ในขณะเศรษฐกิจกำลังทะยาน คนเวียดนามจำนวนมากกลับ “ยากจะมีบ้านเป็นของตัวเอง” ราวกับว่าพวกเขาถูกทิ้งไว้ข้างหลังท่ามกลางการเติบโตของประเทศ

แม้เวียดนามจะยังไม่ใช่ศูนย์กลางอสังหาริมทรัพย์ระดับหรูอย่างสิงคโปร์หรือฮ่องกง แต่เมื่อพิจารณาด้วยตัวชี้วัดสำคัญอย่าง “อัตราส่วนราคาบ้านต่อรายได้” ภาพที่ปรากฏกลับชวนตกใจ งานวิจัยของสถาบันด้านที่อยู่อาศัย Urban Land Institute (ULI) ระบุว่า ทั้งฮานอยและโฮจิมินห์ “แพงกว่า” โตเกียว โซล และสิงคโปร์ หากวัดจากกำลังซื้อของประชาชน

ราคาบ้านในตลาดฮานอยเพิ่มขึ้นกว่า 60% ในรอบปีเดียว และโฮจิมินห์เพิ่มขึ้นกว่า 65% ตามข้อมูลของบริษัทบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ Cushman & Wakefield

นี่ไม่ใช่การค่อย ๆ ขึ้นตามปกติ แต่เป็นการกระโดดขึ้นแบบ “มนุษย์เงินเดือนปกติ ไล่ไม่ทัน”
ไม่แปลกที่พนักงานธนาคารวัย 39 ปีในโฮจิมินห์ที่ชื่อ อาร์เวน ซึ่งอาศัยอยู่กับพ่อแม่ จะกล่าวตรง ๆ ว่า

“ตลาดบ้านที่นี่ บ้าไปแล้ว…คนรุ่นใหม่อย่างพวกเราแทบไม่มีโอกาสซื้อเลย”

เขาคำนวณด้วยตัวเองว่า อาจต้องใช้เวลา “ประมาณ 20 ปี” กว่าจะมีเงินพอซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง

บ้านเวียดนาม ‘แพงเกินเอื้อม’ ยิ่งกว่าสิงคโปร์ ดับฝันชนชั้นทำงาน

- กราฟิก: ศรัญญา หมวกเหล็ก -

ทำงานทั้งชีวิตเพื่อผ่อนบ้านหนึ่งห้อง

เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า ในวัฒนธรรมเวียดนาม การมี “บ้านเป็นของตัวเอง” ไม่ใช่เพียงเรื่องทรัพย์สิน แต่คือ “เงื่อนไขพื้นฐานในการสร้างครอบครัว”

เถา พนักงานบริการลูกค้าวัย 36 ปีในโฮจิมินห์เล่าว่า คนรุ่นของเธอหมกมุ่นกับการมีบ้าน เพราะมองว่าต้องมีที่อยู่อาศัยมั่นคงก่อน จึงจะกล้ามีลูก กล้าสร้างครอบครัว

แต่เมื่อดูราคาในตลาด เธอกลับรู้สึกเพียงคำเดียวว่า “หมดหวัง”

แม้บางคนเริ่มยอมรับการ “เช่าบ้านระยะยาว” มากขึ้น แต่ตลาดเช่าในเวียดนามกลับไม่ได้ช่วยให้โล่งใจได้เลย เพราะแม้เป็นค่าเช่าระดับกลาง ๆ ในฮานอย–โฮจิมินห์ ก็กินสัดส่วนรายได้ครัวเรือนมากกว่าเมืองของสิงคโปร์ โตเกียว หรือโซลในเชิงเปรียบเทียบ ตามการคำนวณของ Urban Land Institute (ULI)

บ๋าว หนุ่มวัย 32 ปีที่ทำงานบริษัทประกันภัยในโฮจิมินห์ จึงเลือกอยู่กับแม่ต่อไป

“ค่าเช่าช่วงนี้ขึ้นเหมือนจรวด จะออกไปเช่าก็ไม่ไหว อยู่กับแม่ไปก่อนยังดีกว่า”

บ้านเวียดนาม ‘แพงเกินเอื้อม’ ยิ่งกว่าสิงคโปร์ ดับฝันชนชั้นทำงาน

- กราฟิก: ศรัญญา หมวกเหล็ก -

‘อยู่กับพ่อแม่’ ไม่ได้แปลว่า ‘สบาย’ แต่คือภาพสะท้อนตลาดที่อยู่ล้มเหลว

สำหรับชาวเวียดนามไม่น้อย การอยู่ร่วมกับพ่อแม่ ในบางครั้งอาจไม่ใช่คอนเซ็ปต์ “บ้านอบอุ่น” แบบในภาพการตลาด แต่อาจมาพร้อมกับการขาดความเป็นส่วนตัว ความขัดแย้งขนาดเล็กในชีวิตประจำวัน เช่น วิธีเลี้ยงลูก เวลาอาหาร การใช้พื้นที่ รวมถึงกระตุ้นความรู้สึกว่า “ชีวิตตัวเองยังไม่ได้เริ่มจริง ๆ เพราะยังไม่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง”

“แทบไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย เพราะมีพื้นที่ใช้สอยร่วมกันหลายส่วน” เหงียน บิช ฮา พนักงานมหาวิทยาลัย ต้องอาศัยอยู่ร่วมกับสามีและลูกสองคนในห้องขนาดเพียง 16.5 ตารางเมตร ซึ่งแทบจะใหญ่กว่าที่จอดรถยนต์หนึ่งคันเล็กน้อยเท่านั้นกล่าว “และเพราะเป็นบ้านของพ่อแม่สามี เราก็ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องการตกแต่งหรือปรับเปลี่ยนอะไรในบ้านได้”

“แน่นอนว่าฉันอยากมีบ้านของตัวเอง แต่ด้วยราคาที่อยู่อาศัยที่แพงลิ่วขนาดนี้ เราไม่สามารถซื้อได้” เธอกล่าว “ฉันรู้สึกหมดหนทาง แต่ก็ต้องอดทน ฉันพยายามเก็บเงินมาตลอด แต่ราคาบ้านกลับเพิ่มขึ้นไม่หยุด หากจะซื้อบ้านในราคาที่เห็นกันอยู่วันนี้ ฉันต้องออมเงินต่อไปอีกอย่างน้อย 10 ปี”

ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มแรงงานจากชนบทที่เข้ามาในเมืองก็เจอสถานการณ์หนักกว่า พวกเขามักไม่เข้าเกณฑ์สิทธิบ้านสังคมของรัฐ อีกทั้งต้องเช่าที่พักคุณภาพต่ำ หอพักคนงาน หรือห้องเช่าที่ต้องใช้ห้องน้ำรวม และล้างจานในพื้นที่กลางแบบไม่ถูกสุขลักษณะ

ตู เฟือง เหงียน อาจารย์ด้านเอเชียศึกษาจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ได้เข้าไปเยี่ยมพื้นที่อยู่อาศัยของคนงานโรงงานรองเท้าในโฮจิมินห์ซิตี้เมื่อไม่นานมานี้ โดยพบว่าสภาพความเป็นอยู่ “ย่ำแย่อย่างมาก” คนงานเหล่านี้มักต้องใช้ห้องน้ำร่วมกัน และล้างภาชนะในพื้นที่ส่วนกลางกลางแจ้ง

สรุปคือ ทั้งชนชั้นแรงงาน และชนชั้นกลาง ต่างก็อยู่ในภาวะ “มีบ้าน แต่ไม่ใช่บ้านของตัวเอง” กันถ้วนหน้า

เบื้องหลังตลาดเบี้ยว: เมืองสร้างแต่ “คอนโดหรู” คนส่วนใหญ่กลับอยู่ข้างนอก

คำอธิบายสำคัญหนึ่ง มาจากตัวเลขที่ชัดเจนมากของ Cushman & Wakefield บริษัทให้บริการฐานข้อมูลอสังหาฯ ที่ระบุว่า 91% ของอพาร์ตเมนต์เปิดตัวใหม่ในฮานอยช่วงไตรมาส ก.ค.–ก.ย. เป็นกลุ่ม “ไฮเอนด์และลักชัวรี”

ในโฮจิมินห์ ภาพก็แทบไม่ต่างกัน ผู้พัฒนานิยมสร้างคอนโดราคาสูง โดยหวังขายให้นักลงทุนระดับรวยในประเทศ กลุ่มคนซื้อเก็งกำไร และผู้กู้รายใหญ่ที่เอาอสังหาริมทรัพย์ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำกู้เพิ่ม

ตัวอย่างหนึ่งคือ โครงการของ Masterise Homes ที่ให้บริษัทสถาปนิกระดับโลกอย่าง Foster + Partners มาช่วยออกแบบ ขายในราคา 125 ล้านดอง (ประมาณ 150,000 บาท) ต่อตารางเมตร พร้อมขายจินตภาพว่ามีคลองดนตรียาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ริมน้ำสีเขียว และทางเดินลอยน้ำ

แต่นั่นคือ “ตลาดระดับไฮโซ” ที่คนรายได้ระดับกลาง ยากจะเอื้อมถึง

เหงียน วัน ดิงห์ ประธานสมาคมนายหน้าจัดซื้ออสังหาริมทรัพย์เวียดนามยอมรับเองว่า

“ตลาดเอกชนตอนนี้เสียสมดุลอย่างหนัก โครงการส่วนใหญ่กระจุกตัวในเซกเมนต์บน–หรู ขณะที่บ้านราคาปานกลางให้เอื้อมถึง แทบไม่มี”

เขายังเตือนตรง ๆ ว่า นี่คือสัญญาณของ “ความเสี่ยงฟองสบู่” เพราะราคาทรัพย์สินกำลังลอยสูงหลุดจากฐานรายได้จริงของประชาชน

ทำไมผู้พัฒนาถึงไม่ทำบ้านราคากลาง–บ้านเอื้อมถึง?

จากมุมมองนักกลยุทธ์ตลาดหลักทรัพย์และผู้เชี่ยวชาญอสังหาฯ คำตอบสั้น ๆ คือ กำไรของโครงการหรู “ดีกว่ามาก” และยังขายได้เสมอ

ปัจจัยที่ผลักดันให้ผู้พัฒนาวิ่งเข้าหาเซกเมนต์หรู ได้แก่ อัตรากำไรที่สูง ขายจำนวนน้อยแต่ทำกำไรต่อหน่วยสูง และยังมีดีมานด์จากกลุ่มรวยและนักลงทุน

ไม่เพียงเท่านั้น การที่ฝากธนาคารแล้วได้ผลตอบแทนน้อย คนมีเงินก้อนจึงหันไปซื้อคอนโดหรู ถือเป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่า บางคนซื้อหลายห้อง “โดยไม่ได้อยู่จริง”

เล ฮง เหียบ นักวิจัยอาวุโสประจำสถาบัน ISEAS–Yusof Ishak ในสิงคโปร์เผยว่า นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางเวียดนาม ก็ไม่ได้ช่วยบรรเทาปัญหาเช่นกัน โดยผู้กู้ที่สามารถขอสินเชื่อวงเงินสูงขึ้นได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ต่างหันไปไล่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า บางผู้บริหารใช้โครงการหรูที่ตั้งราคาสูงเกินจริง เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อกู้เงินก้อนใหญ่ แล้วดึงเงินจากระบบธนาคารไปเป็น “ความมั่งคั่งส่วนตัว” มากกว่าไปลงทุนสร้างเศรษฐกิจจริง

“ผู้บริหารที่ไร้จริยธรรมบางรายฉวยประโยชน์ โดยนำคอนโดมิเนียมหรูที่ตั้งราคาสูงเกินจริงมาใช้เป็นหลักประกัน เพื่อขอสินเชื่อธุรกิจในวงเงินที่มากขึ้น” ตัน ฮวินห์ หุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล THKeymaker ในโฮจิมินห์ซิตี้กล่าว

โครงสร้างแบบนี้ ทำให้ตลาดบ้านเวียดนามมีลักษณะคล้าย “เครื่องดูดทรัพย์สิน” จากระบบการเงินเข้าสู่มือกลุ่มทุนใหญ่ ผ่านราคาคอนโดหรูที่พุ่งสูงเกินพื้นฐาน

รัฐบาล ‘รู้ปัญหา’ แต่อยู่ในเกมที่แก้ยาก

แม้รัฐบาลเวียดนามจะรับรู้ปัญหาราคาบ้านที่พุ่งสูงเกินรายได้ แต่การแก้ไขกลับยากกว่าที่เห็น นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋ง ได้ยอมรับแล้วว่า นี่คือผลข้างเคียงอันน่าเศร้าของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของเวียดนาม และตั้งคำถามเสียงดังกลางที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า

“อพาร์ตเมนต์ราคา 70–100 ล้านดองต่อตารางเมตร คนที่ไหนจะมีเงินซื้อ?”

ท่าทีแข็งกร้าวของเขาถูกมองว่าเป็นทั้งความไม่พอใจจริง และเป็นสัญญาณทางการเมืองที่ต้องการยืนข้างชนชั้นกลางในเมือง แต่ความย้อนแย้งคือ ผู้ที่ควรรู้คำตอบว่าราคาบ้านทำไมถึงสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือรัฐบาลเอง ผู้กำหนดนโยบายการเงิน การคลัง ภาษีที่ดิน และกติกาพัฒนาเมืองทั้งหมด

ในทางปฏิบัติ รัฐบาลเริ่มเดินเกมเชิงรุกมากขึ้น มีทั้งการตั้งกองทุนที่อยู่อาศัยแห่งชาติ มูลค่า 197 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาบ้านเช่าสาธารณะ การปรับเพดานรายได้ผู้มีสิทธิซื้อบ้านสังคมจาก 15 ล้านดองเป็น 20 ล้านดองต่อเดือน และการตั้งเป้าสร้างบ้านเพื่อสังคมให้ได้ “1 ล้านยูนิต” ภายในปี 2030 ควบคู่กับกติกาบังคับให้โครงการพาณิชย์ กันพื้นที่อย่างน้อย 20% เป็นยูนิตที่ราคาเอื้อมถึง รวมถึงเตรียมจำกัดสินเชื่อสำหรับผู้ซื้อบ้านหลายหลัง เพื่อลดการเก็งกำไร

ภาคเอกชนรายใหญ่อย่าง Vingroup ก็ขานรับ ประกาศจะสร้างที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยากว่า 500,000 ยูนิต เพื่อเสริมแรงนโยบายรัฐ

หากมาตรการทั้งหมดเดินหน้าได้อย่างจริงจัง เวียดนามจะมี “คันโยก” มากขึ้นในการดึงตลาดอสังหาฯ ที่กระจุกอยู่บนเซกเมนต์หรู ให้กลับสู่จุดที่คนส่วนใหญ่ยังพอเอื้อมถึงได้ แม้หนทางข้างหน้าจะท้าทาย แต่ก็เป็นก้าวสำคัญของการพยายามไม่ให้ชนชั้นกลางถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศ

อ้างอิง: nikkeivietnam