background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม 2569

Login
Login

ถอดบทเรียนวิกฤติชิป ‘Nexperia’ ในวันที่ ‘จีน’ กุมห่วงโซ่อุปทานโลก

ถอดบทเรียนวิกฤติชิป ‘Nexperia’ ในวันที่ ‘จีน’ กุมห่วงโซ่อุปทานโลก

ถอดบทเรียนวิกฤติชิป Nexperia 'จีน' กุมห่วงโซ่อุปทานโลก กระทบการผลิตรถยนต์โลกหยุดชะงัก บีบอุตสาหกรรมโลกต้องเปลี่ยนโฟกัสจาก 'ต้นทุนต่ำสุด' สู่ 'ความมั่นคงทางอุปทาน'

วิกฤตการณ์ขาดแคลนชิปของบริษัท Nexperia (เน็กซ์พีเรีย) ผู้ผลิตชิปสัญชาติดัตช์ทำให้เห็น “จุดอ่อน” ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนของห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ทั่วโลกว่าแม้แต่ “ชิป” ธรรมาที่มีราคาแสนถูกก็สามารถกลายเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ของ “จีน” ทำให้การผลิตทั่วโลกหยุดชะงักได้

ถอดบทเรียนวิกฤติชิป ‘Nexperia’ ในวันที่ ‘จีน’ กุมห่วงโซ่อุปทานโลก

'ความเสี่ยง’ ที่ถูกมองข้าม

หลังจากที่ผู้ผลิตรถยนต์เคยเผชิญกับวิกฤติเซมิคอนดักเตอร์ครั้งใหญ่จากโควิด-19 ในปี 2563 และเหตุเพลิงไหม้โรงงานในญี่ปุ่นในปีถัดมา หลายบริษัทต่างให้คำมั่นว่าจะเสริมความแข็งแกร่งของสายการผลิตเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย แต่ทุกๆ บริษัทกลับมองข้ามความเสี่ยงนี้

แอมโบรส คอนรอย ซีอีโอของ Seraph Consulting บริษัทที่ปรึกษาด้านรถยนต์บอกว่า “จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครเลยที่เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์”

“จุดอ่อน” ของอุตสาหกรรมคือ มุ่งเน้นแต่ชิ้นส่วนไฮเทค และมองข้ามชิปธรรมดา ๆ ซึ่งใช้ในอุปกรณ์สำคัญของรถยนต์ เช่น ระบบเบรก หรือ กระจกไฟฟ้า โดยชิปเหล่านี้มีราคาต่อชิ้นเพียงเศษเสี้ยว แต่การขาดแคลนชิปเหล่านี้กลับทำให้ยักษ์ใหญ่อย่างนิสสัน (Nissan), ฮอนด้า (Honda) ต้องลดกำลังการผลิต และ บ๊อช Bosch (Bosch) ซัพพลายเออร์สัญชาติเยอรมนี ต้องลดชั่วโมงการทำงานในโรงงาน

ถอดบทเรียนวิกฤติชิป ‘Nexperia’ ในวันที่ ‘จีน’ กุมห่วงโซ่อุปทานโลก

อุตสาหกรรมยานยนต์ประเมิน “ความเสี่ยงต่ำไป” แหล่งข่าวของ Nexperia เผยว่า ชิปของ Nexperia ถูกมองว่าราคาถูกมาก และ หาซื้อได้ง่ายมากจนผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปรายหนึ่งมักจะไม่ได้เตรียมอุปกรณ์สำรองไว้เลย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อแรงกระแทกทางภูมิรัฐศาสตร์

อัลเฟรโด มอนตูฟาร์-เฮลู จาก Ankura Consulting มองว่า กรณีของ Nexperia มองว่านี่ได้เผยให้เห็นถึง จุดอ่อนเชิงกลยุทธ์ ที่แท้จริงของผู้ผลิตไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการขาดแคลน ส่วนประกอบเทคโนโลยีขั้นสูง และมีราคาสูงเท่านั้น แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ การพึ่งพาประเทศจีนในส่วนของ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ธรรมดาแต่จำเป็น ซึ่งเป็นส่วนที่อุตสาหกรรมมองข้ามไป

‘ภูมิรัฐศาสตร์’ จุดชนวนวิกฤติชิป ดันจีนกุมอำนาจ

ชนวนของวิกฤติครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ตัดสินใจเข้าควบคุมสำนักงานใหญ่ของ Nexperia ในเมืองไนเมเคิน โดยกังวลว่าเทคโนโลยีของบริษัทอาจถูกถ่ายโอนไปยังบริษัทวิงเทค (Wingtech) ซึ่งเป็นบริษัทแม่สัญชาติจีน

จีนตอบโต้ทันที ด้วยการ “ระงับการส่งออกชิป Nexperia ที่ผลิตสำเร็จรูป” จากโรงงานในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง ซึ่งเป็นโรงงานที่จัดส่งเซมิคอนดักเตอร์ที่ใช้ในอุปกรณ์หลากหลายชนิด

ในขณะที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์เข้าควบคุมสำนักงานใหญ่ของ Nexperia ที่เมือง ไนเมเคิน (Nijmegen) การดำเนินงานของบริษัทย่อยในประเทศจีนยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของ บริษัทแม่ของ Nexperia ในจีน

หลี่ ซิงศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก สถาบัน Guangdong Institute for International Strategies มองว่า "ชาวดัตช์คิดว่าพวกเขายึดบริษัท Nexperia ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขายึดได้เพียงแค่อาคารสำนักงานเท่านั้น"

ขณะนี้ Nexperia กลับมาจำหน่ายสินค้าให้กับผู้จัดจำหน่ายภายในประเทศบางรายอีกครั้งในช่วงปลายเดือนต.ค. แต่ได้กำหนดให้ชำระเงินด้วย “สกุลเงินหยวน” สะท้อนว่าธุรกิจในจีนต้องการเป็นอิสระมากขึ้นจากสำนักงานใหญ่ในเนเธอร์แลนด์

โฆษกของ Wingtech กล่าวว่าวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า ความพยายามของชาติตะวันตกในการแยกส่วนหรือกีดกันบริษัทข้ามชาติออกจากการดำเนินงานในจีนนั้น เป็นการกระทำที่ส่งผลเสียต่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว จะทำให้หลายอุตสาหกรรมหลัก ๆ ต้องตกอยู่ในภาวะเสี่ยงและได้รับผลกระทบตามไปด้วย

 “ความซับซ้อนระดับโลกของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ผลกระทบของปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์” Wingtech ระบุ

กรณีศึกษา Nexperia ได้ตอกย้ำว่าอำนาจของจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงแร่ธาตุหายากหรือเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ยังรวมถึงส่วนประกอบที่ดูธรรมดาแต่กลับมีความสำคัญในการผลิต

‘กักตุนชิป’ คือทางรอด

คอนรอย จาก Seraph Consulting แนะนำให้ผู้ผลิตรถยนต์เปลี่ยนแนวคิดจากการเน้นลดต้นทุนแบบสุดโต่ง และหันมา เก็บสต็อกชิ้นส่วนสำคัญสำรองไว้ให้มากขึ้น ในภูมิภาคที่ดำเนินธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ มีค่าใช้จ่ายสูง เพราะเป็นการเปลี่ยนแนวทางการปฎิบัติเดิมในระบบ "ทันเวลาพอดี" ซึ่งเป็นวิธีการจัดการสินค้าคงคลังที่เคยช่วยลดต้นทุนได้มาก แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นความเสี่ยงเมื่อเกิดวิกฤติทางภูมิรัฐศาสตร์

ปัญหาการขาดแคลนชิป Nexperia ได้บังคับให้ Nissan ต้องลดการผลิตรถยนต์ Rogue SUV ซึ่งเป็นรถขายดีที่สุดลง แต่ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นที่รอดพ้น คือ “โตโยต้า” (Toyota)

โตโยต้าได้สั่งกักตุนชิปสำรองไว้ใช้ได้นานหลายเดือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจที่ถูกพัฒนาขึ้นหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นเมื่อปี 2554 ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า การลงทุนในการสำรองสินค้าคงคลัง แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็เป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มีความผันผวนสูง

วิกฤตินี้เป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า อุตสาหกรรมโลกต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการเน้นประสิทธิภาพสูงสุดและต้นทุนต่ำสุด มาสู่การสร้างความยืดหยุ่นและ ความมั่นคงทางห่วงโซ่อุปทานแทน