ภาษีทรัมป์กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ซัพพลายเชนโลกอย่างชัดเจน ซัพพลายเออร์จากจีน ฮ่องกง และเกาหลีที่เคยครองตลาดกว่า 90% ในสหรัฐ ‘เหลือเพียง 50%’ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ขณะที่เอเชียใต้–แปซิฟิกอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย และอินเดียกลายเป็นฐานการผลิตใหม่
สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า นับตั้งแต่ช่วงที่โดนัลด์ ทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐในสมัยแรกจนถึงช่วงทำสงครามการค้ากับจีนในปัจจุบัน สัดส่วนปริมาณซัพพลายเออร์จากจีน ฮ่องกง และเกาหลี ลดลงจาก 90% “เหลือเพียง 50%” ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ตามการวิเคราะห์ของ Wells Fargo Supply Chain Finance
“ตั้งแต่ปี 2018-2020 การกระจายซัพพลายเออร์ออกจากจีนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว หลังจากมีมาตรการเก็บภาษีรอบแรก” เจเรมี แจนเซน หัวหน้าฝ่าย Global Originations ของ Wells Fargo Supply Chain Finance กล่าว
เขากล่าวว่า ตั้งแต่สงครามการค้าครั้งแรก การกระจายตัวของซัพพลายเชนออกจากจีนไปยัง “ประเทศในเอเชียใต้–แปซิฟิก” ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“จากจำนวนซัพพลายเออร์ของเรา ตอนนี้สัดส่วนการกระจายอยู่ที่ 50/50 ระหว่างภูมิภาคเอเชียเหนือกับเอเชียใต้” แจนเซนกล่าว “ซัพพลายเออร์ขนาดกลางกำลังย้ายฐานการผลิตไปยังไต้หวัน เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย อินเดีย และมาเลเซีย” เขาเสริม
ตามข้อมูลของ SONAR บริษัทข้อมูลด้านโลจิสติกส์ระบุว่า การนำเข้าสินค้าจากจีนสู่สหรัฐ ลดลง 26% แบบปีต่อปี แต่ในทางกลับกัน ปริมาณการค้าระหว่างจีนกับภูมิภาคเอเชียใต้–แปซิฟิก กลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ตามข้อมูลจาก Project 44 ซึ่งติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโซ่อุปทาน การค้าของจีนในปี 2025 “เพิ่มขึ้น” กับอินโดนีเซีย 29.2% เวียดนาม 23% อินเดีย 19.4% และไทย 4.3%
ขณะที่ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ที่ส่งไปสหรัฐแบบปีต่อปี เพิ่มขึ้นจากเวียดนาม 23% ไทย 9.3% และอินโดนีเซีย 5.4%
ขณะที่ยังไม่ชัดเจนว่าแผนภาษีของปธน.ทรัมป์จะลงเอยอย่างไร เนื่องจากศาลฎีกาสหรัฐยังไม่ตัดสิน และมีบริษัทใหญ่หลายแห่งยื่นฟ้องเพื่อขอเงินคืน แต่ในระยะสั้น ผลกระทบของภาษีทรัมป์เริ่มสะท้อนให้เห็นในงบดุลของธุรกิจมากขึ้น โดยผู้นำเข้าของสหรัฐหันไปใช้การจัดการทางการเงินมากขึ้น เพื่อรักษาสภาพคล่อง
“เราพบว่าความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นหลัง ‘วันปลดแอกเดือนเมษายน’ เนื่องจากภาษีที่สูงขึ้น” อาจิต เมนอน หัวหน้าธุรกิจ Trade Finance ของ HSBC สหรัฐกล่าว “อัตราภาษีโดยเฉลี่ยเพิ่มจาก 1.5% เป็นตัวเลขสองหลัก” เขากล่าว
ตั้งแต่ทรัมป์เริ่มเก็บภาษีรอบแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมนอนบอกว่า HSBC มีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ในทุกประเภทลูกค้า เพราะบริษัทต่าง ๆ เริ่มต้องใช้เงินมากขึ้น
ตอนต้นปี 2025 หลายบริษัทนำเข้าสินค้าล่วงหน้าเอาไว้เพื่อกันผลกระทบจากภาษี แต่ตอนนี้สต็อกส่วนเกินเหล่านั้นเกือบหมดแล้ว เมนอนอธิบายว่า เมื่อสินค้าเก็บล่วงหน้าเริ่มหมด บริษัทก็ต้องใช้เงินหมุนมากขึ้นอีก โดยเฉพาะช่วงที่ต้องเจรจาเงื่อนไขการชำระเงินใหม่กับคู่ค้า
จากการสำรวจบริษัทสหรัฐ 1,000 แห่งของ HSBC พบว่า มากกว่า 70% เผชิญความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นแบบปีต่อปี และเมนอนระบุว่า สิ่งนี้ทำให้หลายบริษัทต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์ซัพพลายเชนและเงื่อนไขการชำระเงิน
“พวกเขากำลังตรวจสอบว่าจ่ายดอกเบี้ยเท่าไหร่ และระยะเวลาในการจัดหาเงินเป็นอย่างไร ตอนนี้ ‘กระแสเงินสดคือสิ่งสำคัญสูงสุด’ ” เขากล่าว
อ้างอิง: cnbc





