หุ้น 'Moore Threads' บริษัทผู้ผลิตชิป GPU สัญชาติจีน พุ่งแรงกว่า 500% ในการซื้อขายวันแรกที่เซี่ยงไฮ้ หลังออก IPO ระดมทุนได้กว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์
หุ้นของบริษัท "มอร์ เธรด เทคโนโลยี" (Moore Threads Technology Co.) ผู้ผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์ระดับแนวหน้าของจีน พุ่งขึ้นมากถึง 502% ระหว่างการซื้อขายวันแรกที่ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ หลังจากระดมทุนได้ 8 พันล้านหยวน (1.13 พันล้านดอลลาร์) หรือราว 3.6 หมื่นล้านบาท ในการเสนอขายหุ้น IPO ที่จีนในปีนี้
บลูมเบิร์กระบุว่า ราคาหุ้นของ Moore Threads ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิป GPU ที่ได้รับการจับตามองเป็นอย่างมากของจีน พุ่งขึ้นถึง 502% ระหว่างการซื้อขาย จากราคาไอพีโอที่ 114.28 หยวนต่อหุ้น และเมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. ตามเวลาในไทย ราคาบวกไปประมาณ 416.79% ไปอยู่ที่ 590.59 หยวนต่อหุ้น
หากยังทรงตัวได้ในราคานี้จนจบวัน คาดว่าจะเป็นการพุ่งขึ้นในวันแรกที่สูงที่สุดสำหรับหุ้น IPO จีนมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่จีนมีการการปฏิรูประบบไอพีโอในปี 2019
การเข้าตลาดหุ้นของ Moore Threads มีขึ้นท่ามกลางกระแสความเชื่อมั่นต่อความพยายามของจีนในการ "พึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี" ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดทางการค้าและมาตรการจำกัดเทคโนโลยีของสหรัฐ ความคึกคักของหุ้นตัวนี้ท่ามกลางตลาดที่ซบเซา ยังสะท้อนถึงความต้องการของนักลงทุนที่แข็งแกร่งในบางเซ็กเตอร์ เช่น กลุ่ม AI ที่เป็นผู้ชนะในตลาดหุ้นทั่วโลกปีนี้
Moore Threads เป็นใคร มาจากไหน
Moore Threads ก่อตั้งขึ้นในปี 2020 โดยจาง เจี้ยนจง อดีตผู้บริหารของ Nvidia โดยบริษัทเริ่มต้นจากการสร้างรายได้จากชิปกราฟิกสำหรับการเล่นเกมและการเรนเดอร์ภาพ ก่อนจะหันมาพัฒนา AI accelerators ที่ใช้ขับเคลื่อนโมเดลภาษาขนาดใหญ่
บริษัทเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ในเดือนต.ค. 2023 เมื่อถูกกระทรวงพาณิชย์สหรัฐขึ้นบัญชีในรายชื่อนิติบุคคลที่ถูกจำกัด ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญๆ ซึ่งนำไปสู่การปลดพนักงานและการปรับโครงสร้างองค์กร
แต่แม้จะมีอุปสรรค ความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับเพิ่มขึ้น เพราะ "รัฐบาลปักกิ่ง" เร่งผลักดันให้ภาคส่วนนี้เป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์การขึ้นสู่ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ส่วนหนึ่งสะท้อนได้จากดัชนี Star 50 ซึ่งติดตามบริษัทที่ใหญ่ที่สุดบนกระดาน Star Board พุ่งขึ้นมากกว่า 30% โดยเฉพาะราคาหุ้นของ Cambricon Technologies Corp. บริษัทผู้ออกแบบชิปที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
จับตาคู่แข่ง Nvidia
Moore Threads ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในปักกิ่ง ยังเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากช่องว่างส่วนแบ่งตลาดที่เกิดขึ้น หลังจาก "อินวิเดีย" (Nvidia Corp.) ต้องถอนตัวออกจากตลาดจีนเมื่อต้นปีนี้ ในขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลของจีนได้ผ่อนคลายกฎการเข้าจดทะเบียนสำหรับบริษัทที่ยังไม่มีกำไรในกระดาน Star Board ซึ่งมีลักษณะคล้ายตลาด Nasdaq เพื่อสนับสนุนสตาร์ตอัปภายในประเทศ
“การพุ่งขึ้นในระดับนี้สามารถคาดการณ์ได้จากความต้องการที่แข็งแกร่ง และนี่เป็นหนึ่งใน IPO เรือธงที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถูกจดจำ” เส้า ฉีเฟิง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของบริษัทหยิง อัน แอสเส็ท แมเนจเมนท์ กล่าว
“อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ IPO ที่น่าจดจำเช่นนี้ไม่ได้เป็นสัญญาณที่ดีเสมอไปต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพราะอาจเป็นสัญญาณของความร้อนแรงเกินไปอย่างน้อยในบางแง่มุม”
รายได้จากการออก IPO จะถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาโครงการยุคใหม่ด้าน AI และชิปกราฟิก รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดย IPO ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดในปีนี้ของจีน รองมาจากไอพีโอมูลค่า 2.7 พันล้านดอลลาร์ของบริษัท Huadian New Energy Group Co. ในเดือนก.ค. สามารถเรียกสนใจของนักลงทุนได้ในระดับสูง โดยส่วนของนักลงทุนรายย่อยถูกจองซื้อเกินกว่า 2,750 เท่า แม้จะมีการเรียกคืนหุ้น ซึ่งทำให้เป็น IPO มูลค่าเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ในจีน ที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดเป็นอันดับสองนับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา
ทั้งนี้ Moore Threads มีผลขาดทุนสุทธิ 724 ล้านหยวนในช่วงสามไตรมาสแรกของปีนี้ ตามรายงานของ Sinolink Securities แต่ขาดทุนลดลง 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้พุ่งขึ้น 182% มาอยู่ที่ 780 ล้านหยวน
แม้จะยังขาดทุนแต่แวลูเอชันของบริษัทก็ยังอยู่ในระดับสูง โดยมี P/E อยู่ที่ 123 เท่าของราคาเสนอขายที่ 114.28 หยวนต่อหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทในกลุ่มเดียวกันที่ 111 เท่า อย่างไรก็ดี ในเอกสารแจ้งตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. บริษัทเพิ่งขอให้ผู้สนับสนุนหลักเตือนนักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าของบริษัท
ความสำเร็จของการเข้าตลาดในครั้งนี้อาจเปิดทางให้บริษัทอื่นๆ ตามมา เช่น MetaX Integrated Circuits Shanghai Co. หนึ่งในคู่แข่งที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เปิดให้จองซื้อหุ้นในวันศุกร์นี้ ขณะที่ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ Yangtze Memory Technologies Co. และ ChangXin Memory Technologies Inc. กำลังพิจารณาการเข้าจดทะเบียนในประเทศเช่นกัน ซึ่งอาจทำให้บริษัทแต่ละแห่งมีมูลค่ามากถึง 3 แสนล้านหยวน





