‘ทุนจีน’ ไล่ซื้อแบรนด์ ‘ยุโรป’ Anta Sports เล็งคว้า Puma ส่วน JD.com จ่อซื้อหุ้นแบรนด์อิเล็กทรอนิกส์ อียูกังวลบริษัทรัฐบาลจีนถือหุ้นท่าเรือกว่า 30 แห่ง เข้าถึงจุด ‘ยุทธศาสตร์’ สำคัญ
ในขณะที่ เศรษฐกิจยุโรป ยังไม่ฟื้นตัวดีนักจากยุคโควิด-19 กลุ่มทุนขนาดใหญ่จากจีนกำลังใช้โอกาสนี้ในการเข้าซื้อกิจการและขยายอิทธิพลในหลายภาคส่วน ตั้งแต่แบรนด์แฟชั่นที่กำลังประสบปัญหา ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่าง “ท่าเรือ”
Anta Sports เล็งคว้า Puma เปิดทางเจาะตลาด ‘ตะวันตก’
เมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานว่า “อันทา สปอร์ต” (Anta Sports) บริษัทกีฬาชั้นนำของจีน กำลังพิจารณาที่จะยื่นข้อเสนอเข้าซื้อ “พูม่า”(Puma) แบรนด์กีฬาสัญชาติเยอรมัน ที่กำลังอยู่ในช่วงเผชิญกับปัญหาทางธุรกิจ หลังจากที่ราคาหุ้นร่วงลงไปแล้วกว่า 50% แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปีเมื่อช่วงต้นเดือนพ.ย. ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น และปัญหาสินค้าคงคลังจำนวนมาก
นักวิเคราะห์มองว่า หาก Anta ซื้อ Puma ได้สำเร็จ จะเป็นการเปิดประตูสู่ตลาดตะวันตกที่สำคัญสำหรับบริษัทจีนแห่งนี้ ซึ่งจะช่วยให้ Anta ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับโลกได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม อาร์เทมิส (Artemis) ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งของตระกูลปีโนลต์ (Pinault) มหาเศรษฐีชาวฝรั่งเศส และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ Puma ถึง 29% นั้น อาจคาดหวังมูลค่าการซื้อขายที่สูง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการเจรจา
ในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนจีนได้ขยายอาณาจักรในยุโรปผ่านการเข้าซื้อกิจการแบรนด์ดังหลายแห่ง ทั้งในอุตสาหกรรมแฟชั่นและค้าปลีกเทคโนโลยี แต่บางดีลก็ต้องประสบปัญหา และล้มเลิกไป
ตัวอย่างเช่น ในปี 2561 โฟซุน (Fosun) กลุ่มบริษัทจีนที่เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในลองแวง (Lanvin) ห้องเสื้อชั้นสูงที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสในปี 2561 โดยเป็นการช่วยต่อลมหายใจให้กับแบรนด์ที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน
ในทางกลับกัน ก็มีกรณีศึกษาที่ล้มเหลวอย่าง ซานตง หรุยอี้ เทคโนโลยี กรุ๊ป (Shandong Ruyi Technology Group) ซึ่งเคยถูกขนานนามว่าเป็น "LVMH แห่งจีน" เนื่องจากได้สร้างอาณาจักรแฟชั่นจากการเข้าครอบครองแบรนด์ดังหลายแบรนด์ แต่บริษัทกลับต้องเผชิญกับ แรงกดดันด้านหนี้สิน และสภาพคล่องอย่างหนัก จนทำให้ต้องมีการขอขยายเวลาชำระหนี้ และข้อตกลงในการเข้าซื้อแบลี่ (Bally) แบรนด์รองเท้าหรูสัญชาติสวิสมูลค่า 600 ล้านดอลลาร์ ก็ถูกยกเลิกไปในที่สุด เนื่องจากหรุยอี้ไม่สามารถหาเงินทุนมาปิดดีลได้
จีนปักหมุดจุด ‘ยุทธศาสตร์’ ยุโรป
การลงทุนของจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่แฟชั่น แต่ยังขยายไปยังภาคส่วนที่ยุโรปมองว่าเป็น “ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์” ทำให้การเข้าซื้อกิจการขนาดใหญ่ในยุโรปกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในฝรั่งเศส
เมื่อเจดีดอทคอม (JD.com) ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซของจีน เล็งเป้าไปที่ “ฟนัค ดาร์ตี” ( Fnac Darty) ผู้ค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดังของฝรั่งเศส ผ่านการเข้าซื้อกิจการซีอีโคโนมี เอจี (Ceconomy AG) ของเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสองใน Fnac Darty ซึ่งจะทำให้ JD.com สามารถควบคุมหุ้นใน Fnac Darty ได้ทางอ้อม
เรื่องนี้ทำให้ กระทรวงเศรษฐกิจฝรั่งเศสติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะ Fnac Darty ขายหนังสือ และเนื้อหาทางวัฒนธรรม รัฐบาลจึงต้องประเมินความเสี่ยงต่อ อำนาจอธิปไตยทางวัฒนธรรม และความสามารถในการควบคุมเนื้อหา ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์” เทียบเท่ากับพลังงาน และการป้องกันประเทศ
ความกังวลของยุโรปขยายตัวไปสู่โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะ “ท่าเรือ” ทั่วยุโรป โดยบริษัทจีน เช่น คอสโค (China Ocean Shipping Company: COSCO) และ ไชน่า เมอร์ชานท์ส (China Merchants) รวมทั้ง ฮัทชิสัน (Hutchison) จากฮ่องกง ได้เข้าถือหุ้นในเทอร์มินัลท่าเรือกว่า 30 แห่งทั่วสหภาพยุโรป
บรัสเซลส์ และรัฐสภายุโรปแสดงความกังวลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยมองว่าสิ่งที่เคยเป็นการลงทุนที่ไร้พิษภัยอาจกลายเป็นภาระด้านความมั่นคง และจุดอ่อนเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ถูกมองว่าได้รับคำสั่งจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน สหภาพยุโรปจึงกำลังพิจารณานำกฎเกณฑ์การควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้นมาใช้กับความเป็นเจ้าของชาวต่างชาติในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่สำคัญ
จีนลงทุนยุโรปพุ่ง 47%
ภายใต้ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการถูกจับตาจากฝั่งรัฐบาลยุโรป การลงทุนของจีนในยุโรปกลับมามีสัญญาณการฟื้นตัวที่น่าสนใจอีกครั้ง
ในปี 2567 การลงทุนโดยตรงจากจีนในยุโรปเพิ่มขึ้น 47% เป็น 10,000 ล้านยูโร ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2559
การลงทุนที่เพิ่มขึ้นนี้กว่า 53.2% ไหลเข้าสู่ยุโรป โดยมี “ฮังการี” ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางเงินทุนจีนชั้นนำของภูมิภาค โดยดึงดูดการลงทุนจากจีนได้ถึง 31% ของการลงทุนทั้งหมดในยุโรป แซงหน้ามหาอำนาจดั้งเดิมอย่างเยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ
การลงทุนขนาดใหญ่ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่ โดย 7 ใน 10 อันดับแรก ของการลงทุนจากจีนในยุโรปเมื่อปีที่แล้วอยู่ในภาคส่วนนี้ โดยเฉพาะในฮังการี ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ของ CATL และการตั้งสำนักงานใหญ่ในยุโรปของ BYD
การควบรวม และซื้อกิจการ เพิ่มขึ้น 114% เป็น 4.1 พันล้านยูโร และการลงทุนแบบสร้างโรงงานใหม่ตั้งแต่ต้น ก็เพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีกลไกการคัดกรองที่เข้มงวด แต่บริษัทจีนก็ยังคงหาทางสร้างรากฐาน และเข้าถึงตลาดในยุโรปต่อไป
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





