เมื่อภัยพิบัติคร่าชีวิตประชาชนจำนวนมาก สังคมไม่ได้คาดหวังแค่การกู้ภัย แต่ต้องการผู้นำที่โปร่งใส เด็ดขาด และควบคุมสถานการณ์ได้จริง ทว่าเมื่อรัฐล้มเหลว ความสูญเสียแปรเปลี่ยนเป็นแรงสั่นสะเทือน ในหลายประเทศ นำไปสู่การ ‘ลาออกของผู้นำรัฐบาล’ เปิด 5 ตัวอย่างจากทั่วโลกที่พิสูจน์ว่า ต่อหน้าภัยพิบัติ สิ่งที่ทำให้ผู้นำอยู่รอด อาจไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือ ‘ความรับผิดชอบ’
เมื่อเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐ “ช่วยเหลือ ปกป้อง ให้ข้อมูลอย่างโปร่งใส และควบคุมสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” แต่ทันทีที่รัฐทำไม่ได้ ผลลัพธ์อาจไม่ได้หยุดอยู่เพียงความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สิน ทว่าอาจลุกลามไปสู่การสั่นคลอน “เสถียรภาพทางการเมือง” จนในหลายประเทศ นำไปสู่ “การลาออกของผู้นำรัฐบาล” เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
“5 ผู้นำประเทศ” ที่ประกาศลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้น
1.นาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กรณีแผ่นดินไหว-สึนามิ และวิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ (2011)
มหาแผ่นดินไหวและสึนามิ 11 มีนาคม 2011 ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิจิหลายเตาเกิดการระเบิดและหลอมละลาย มีผู้เสียชีวิตและสูญหายนับหมื่นคน ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่วิกฤติความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
ประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่ารัฐบาล “สื่อสารไม่ชัดเจน” และ “ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้จริง” การสั่งการเชื่องช้าและระบบประสานงานระหว่างรัฐบาล–หน่วยงาน–บริษัทไฟฟ้าถูกวิจารณ์อย่างหนัก
กระแสสังคมและโพลในช่วงนั้นชี้ชัดว่า นาโอโตะ คัง “ขาดภาวะผู้นำในการจัดการวิกฤติ” จนนำไปสู่ญัตติไม่ไว้วางใจและแรงกดดันภายในพรรค เขาประกาศลาออกเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2011 ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการบริหารวิกฤติฟูกุชิมะ
กรณีนี้ทำให้ญี่ปุ่นต้องทบทวนนโยบายพลังงานใหม่ทั้งระบบ และผลักดันพลังงานหมุนเวียนในทศวรรษถัดมา
2. ชุง ฮอง-วอน นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ โศกนาฏกรรมเรือเฟอร์รี ‘เซวอล’ (2014)
การอับปางของเรือเฟอร์รีเซวอล คร่าชีวิตกว่า 300 คน โดยผู้เสียชีวิตราว 250 คนเป็นนักเรียนมัธยม โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ได้สร้างความสูญเสียเท่านั้น แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นต่อรัฐอย่างรุนแรง เมื่อตรวจสอบพบว่า การสั่งการอพยพล่าช้าและการช่วยเหลือสับสน หน่วยงานรัฐประสานงานกันไม่ได้ มีข้อกังขาเรื่องการตรวจสอบความปลอดภัยและผลประโยชน์ทับซ้อน
ชุง ฮอง-วอน แถลงลาออกเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2014 โดยระบุว่า “การลาออกคือการขอโทษที่ดีที่สุด” แม้เขาจะไม่ได้เป็นต้นเหตุของเรือล่มโดยตรง แต่การรับผิดชอบทางการเมือง ถูกมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาศรัทธาในระบบรัฐ
กรณีนี้ถูกยกเป็นแบบอย่างของ “การลาออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อรับผิดชอบภัยพิบัติระดับชาติ”
3. ฮัสซัน ดิอับ นายกรัฐมนตรีเลบานอน ระเบิดท่าเรือเบรุต (2020)
การระเบิดโกดังแอมโมเนียมไนเตรต ณ ท่าเรือเบรุต 4 สิงหาคม 2020 เป็นหนึ่งในเหตุระเบิด (ที่ไม่ใช่นิวเคลียร์) ครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน บาดเจ็บกว่า 6,000 คน ไร้ที่อยู่อาศัยประมาณ 300,000 คน และทำลายพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองหลวง
ประชาชนชี้ชัดว่า ภัยพิบัติครั้งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลจาก “ความประมาทเรื้อรัง การคอร์รัปชัน และระบบราชการล้มเหลว” เนื่องจากมีการเตือนเรื่องสารเคมีอันตรายหลายครั้งตลอดหลายปี แต่รัฐกลับไม่เคยจัดการอย่างจริงจัง
นายกฯดิอับประกาศลาออกเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2020 โดยกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือผลผลิตของ “คอร์รัปชันฝังลึก” และเขาปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่เรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ
นี่คือบทเรียนที่ชัดว่า เมื่อรัฐอ่อนแอ ไม่โปร่งใส และผ่อนผันกฎแทนการบังคับใช้กฎหมาย ภัยพิบัติแม้เพียงหนึ่งครั้ง ก็อาจสามารถสั่นคลอนรัฐบาลได้ทั้งชุด
4. วิคเตอร์ พอนตา นายกรัฐมนตรีโรมาเนีย เหตุไฟไหม้ไนต์คลับ Colectiv (2015)
ไฟไหม้ไนต์คลับ Colectiv ในกรุงบูคาเรสต์ คร่าชีวิตกว่า 30 คน บาดเจ็บราว 130 ราย จุดประเด็นวิพากษ์ใหญ่ระดับประเทศ เมื่อพบว่าไนต์คลับได้รับใบอนุญาตไม่ถูกต้อง ระบบความปลอดภัยถูกมองข้าม และการตรวจสอบมาตรฐานอาคาร ถูกเชื่อมโยงกับ “โครงสร้างคอร์รัปชัน” ระดับท้องถิ่นและส่วนกลาง
ผู้คนจำนวนมากออกมาประท้วงกลางถนน พร้อมคำตะโกนว่า “รัฐบาลฆ่าพวกเรา” ไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุไฟไหม้ แต่เพราะรัฐปล่อยให้มีระบบที่เละเทะ และยอมให้เกิดการคอร์รัปชัน จนนำไปสู่การสูญเสีย
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2015 พอนตาประกาศลาออกทั้งคณะรัฐบาล โดยบอกว่าต้อง “ฟังเสียงประชาชน”
นี่คือกรณีที่ชี้ชัดว่า “มาตรฐานความปลอดภัยสาธารณะ” ถือเป็นความรับผิดชอบทางการเมืองขั้นสูงสุด
5. ลาล บาฮาดูร์ ชาสตรี รัฐมนตรีคมนาคมอินเดีย อุบัติเหตุรถไฟใหญ่ ปี 1956
แม้เขายังไม่ใช่นายกรัฐมนตรีขณะเกิดเหตุ แต่กรณีนี้ถูกยกเป็น “มาตรฐานทองคำของความรับผิดชอบทางการเมือง” เมื่ออินเดียเกิด “อุบัติเหตุรถไฟครั้งใหญ่ในปีเดียว” คร่าชีวิตเกิน 250 คน
ชาสตรีในฐานะรัฐมนตรีคมนาคมยื่นหนังสือลาออกทันที โดยมองว่าความรับผิดชอบของรัฐ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเมื่อเกิดความผิดโดยตรง แต่รวมถึง “การกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานให้ปลอดภัยอย่างเป็นระบบ” ด้วย
ความน่าสนใจคือ หลังจากลาออก ชาสตรีไม่ได้ถูกลดทอนอำนาจทางการเมือง ตรงกันข้าม ชื่อเสียงด้านความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ กลับยกระดับภาพลักษณ์ของเขา
ในเวลาต่อมา เขาได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรีอินเดีย” นับเป็นตัวอย่างที่หักล้างความเชื่อที่ว่า “การลาออกคือจุดจบทางการเมือง”
ตรงกันข้าม ในหลายครั้ง การยอมรับผิดอย่างตรงไปตรงมา กลับเป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อมั่นจากประชาชนในระดับที่ลึกและจริงใจยิ่งกว่าเดิม
- 5 ผู้นำประเทศประกาศ ‘ลาออก’ เมื่อล้มเหลวด้านภัยพิบัติ (กราฟิก: กษิดิศ สิงห์กวาง) -
อ้างอิง: กรุงเทพธุรกิจ, กรุงเทพธุรกิจ 2, bbc, print





