เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยน การรับมือน้ำท่วมไม่อาจอาศัย ‘กำแพง’ หรือ ‘ความหวัง’ ได้อีกต่อไป โลกกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ประเทศที่รอดน้ำท่วมไม่ใช่ประเทศที่โชคดี แต่คือประเทศที่ ‘เตรียมตัวเก่งกว่า’ พาดู 3 ประเทศ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ที่เคยพังเพราะน้ำ แต่พลิกวิกฤติ เป็นจัดการปัญหาน้ำได้สำเร็จ
วิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ บ้านเรือนจมหาย ถนนถูกตัดขาด เมืองทั้งเมืองหยุดนิ่ง สะท้อนคำเตือนชัดว่า ไทยอยู่ในจุดที่ต้อง “ยกระดับ” ระบบบริหารจัดการน้ำอย่างเร่งด่วน
แต่ในอีกซีกโลกหนึ่ง มีหลายประเทศที่เผชิญภัยน้ำท่วมหนักไม่ต่างจากเรา ทว่าพวกเขาเลือกสู้ด้วย “องค์ความรู้ นโยบาย และนวัตกรรม” จนสามารถพลิกวิกฤติ ให้กลายเป็นความแข็งแกร่งในระดับโลก พาเปิดตัวอย่างที่จับต้องได้จาก “3 ประเทศ” ที่ได้รับการยกย่องว่า “บริหารจัดการน้ำท่วมได้ดีที่สุด” ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์
เนเธอร์แลนด์ จากประเทศเสี่ยงจม สู่แชมป์โลกด้านบริหารน้ำ
หากเอ่ยถึงประเทศที่เสี่ยงจมสมุทรมากที่สุด เนเธอร์แลนด์คือหนึ่งในนั้น เนื่องจากกว่า 26% ของพื้นที่ “อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล” และเกือบครึ่งของประชากรอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ถ้าไม่เตรียมรับมือให้ดี เมืองหลักและเศรษฐกิจของประเทศอาจถึงขั้นโกลาหลได้
จุดเปลี่ยนของประเทศเกิดขึ้นหลัง “อุทกภัยครั้งใหญ่ปี 1953” ซึ่งทำให้เขื่อนแตก มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,800 คน และกว่า 100,000 คน กลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัย
จากวิกฤติครั้งนั้น เนเธอร์แลนด์ได้สร้างโครงการระดับประวัติศาสตร์ “Delta Works” เครือข่ายเขื่อน ประตูระบายน้ำ กำแพงกันคลื่น และระบบควบคุมระดับน้ำ เพื่อปกป้องพื้นที่ชายฝั่งและควบคุมการไหลของแม่น้ำตลอดปี
สำหรับโครงการนี้ ใช้เวลาก่อสร้างกว่า 43 ปี (1954 – 1997) รวม 13 โครงสร้างยักษ์ที่ทำงานสอดประสานกัน เช่น
- ประตูระบายน้ำไฮดรอลิกที่สามารถเปิด–ปิดอัตโนมัติตามสภาพอากาศ
- คันกั้นทะเลขนาดใหญ่ที่ปิดกั้นปากอ่าวและพื้นที่เสี่ยง
- ระบบผันน้ำและคลองควบคุมหลายทิศทาง เพื่อลดแรงน้ำหลาก
- เกาะเทียม ชายหาด และพื้นที่ชุ่มน้ำที่ช่วยซับพลังคลื่นตามธรรมชาติ
- Delta Works (ภาพ: go-experience.nl) -
หัวใจสำคัญของ Delta Works อยู่ที่ “ความฉลาดของการอนุญาตให้น้ำไหลอย่างมีทิศทาง” ไม่ใช่การปิดกั้นน้ำทั้งหมด เมื่อเกิดคลื่นพายุ ประตูยักษ์จะปิดเฉพาะจุดที่จำเป็น เพื่อปกป้องพื้นที่อยู่อาศัย แต่ยังรักษาการหมุนเวียนของระบบนิเวศทะเล–แม่น้ำไว้ หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ระบบจะค่อย ๆ ระบายน้ำออกสู่ทะเลโดยไม่กระทบเมือง
ไม่เพียงเท่านั้น ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ เมื่อเจอภัยน้ำท่วม จะใช้วิธี “ตั้งรับแบบเดิม” คือ สร้างกำแพงให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อกันน้ำออกจากเมือง
แต่ปัญหาคือ เมื่อกำแพงสูงขึ้น น้ำที่ถูกกันออกไปจะท่วมขังนาน หรือไหลแรงขึ้นในพื้นที่อื่น ยิ่งหากฝนตกหนักกว่าที่คาด น้ำก็อาจล้นกำแพง อีกทั้งเมื่อระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องสร้างกำแพงใหม่ให้สูงขึ้นอย่างไม่รู้จบ รวมถึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงน้ำทะลักแบบควบคุมไม่ได้ หากกำแพงที่สร้างต้านแรงน้ำไม่ไหวแล้ว
นี่คือ “การชนกับธรรมชาติ” และสุดท้ายมนุษย์ยากจะชนะ เพราะธรรมชาตินั้นทรงพลัง และเปลี่ยนเร็วกว่าโครงสร้างเทคโนโลยีที่มนุษย์จะสร้างทัน
แต่เนเธอร์แลนด์ “เลือกคิดต่างจากโลก” ประเทศนี้ไม่ได้มองน้ำว่า เป็นศัตรูที่ต้องผลักออกให้พ้น แต่เชื่อว่าความมั่นคงที่แท้จริง เกิดขึ้นได้จาก “การอยู่ร่วมกับน้ำอย่างฉลาดและเป็นระบบ”
โครงการ Room for the River คือแบบอย่างของแนวคิดดังกล่าว โดยรัฐยอมสละพื้นที่บางส่วนให้เป็นพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ เช่น ทุ่ง สวน และพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อบรรเทาความเสี่ยงของเมืองปลายน้ำเมื่อระดับน้ำสูงขึ้น วิธีคิดนี้ตรงข้ามกับการสร้างกำแพงสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแทนที่จะแข่งขันกับธรรมชาติ เนเธอร์แลนด์เลือกอยู่ร่วม “ไปกับธรรมชาติ”
ยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จของเนเธอร์แลนด์ เกิดจากโครงสร้างการบริหารที่เข้มแข็ง เนเธอร์แลนด์มีองค์กรอิสระที่รับผิดชอบน้ำ เรียกว่า “Water Board” ซึ่งเป็นอิสระจากโครงสร้างการบริหารทั่วไปอย่างจังหวัดหรือเทศบาล ดำเนินงานโดยผู้เชี่ยวชาญ และได้รับงบประมาณแบบมั่นคงระยะยาว นี่คือกลไกที่ทำให้โครงการป้องกันน้ำไม่สะดุด แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลมากี่สมัยก็ตาม
ญี่ปุ่น เอาชนะน้ำด้วยวิศวกรรมใต้ดินระดับโลก
เมื่อเอ่ยถึงประเทศที่ป้องกันน้ำท่วมในเขตเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดในโลก ญี่ปุ่นคือหนึ่งในนั้น ทั้งที่ภูมิประเทศญี่ปุ่นเต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นพายุไต้ฝุ่นซึ่งรุนแรงขึ้นทุกปี ฝนฟ้าคะนองเฉียบพลัน และน้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาที่ล้อมรอบเมือง
อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นไม่เคยยอมจำนนต่อภูมิอากาศที่ไม่เป็นมิตร แต่ตอบสนองด้วยการวิจัย วิศวกรรม และการออกแบบเมืองที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก เพื่อให้ชีวิตในเมืองไม่ต้องหยุด แม้ธรรมชาติจะรุนแรงเพียงใด
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ การตัดสินใจของรัฐบาลกลางในการสร้าง “อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดิน G-Cans” หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Metropolitan Area Outer Underground Discharge Channel” ซึ่งอยู่ใต้เมืองคาซูกาเบะในจังหวัดไซตามะ สามารถเดินทางด้วยรถไฟจากใจกลางโตเกียวออกมาประมาณ 32 กิโลเมตร
โครงการนี้เป็นเสมือน “เมืองใต้ดินขนาดมหึมา” ที่รับหน้าที่ปกป้องมหานครโตเกียว อยู่ลึกลงไปใต้ผืนดินราว 50 เมตร ยาว 6.3 กิโลเมตร และเชื่อมต่อกับแม่น้ำและคลองหลายสายในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
เมื่อเกิดฝนตกหนักหรือไต้ฝุ่น น้ำจากลำคลองจะถูกส่งลงสู่ถังเก็บน้ำแรงดันขนาดใหญ่ 5 ถังที่เชื่อมต่อกันด้วยอุโมงค์ขนาดมหึมา น้ำถูกกักเก็บไว้ในใต้ดินแทนที่จะเอ่อล้นเข้าชุมชน
หลังสถานการณ์ดีขึ้น ปั๊มขนาดมหาศาลจะสูบน้ำระบายออกสู่แม่น้ำเอดะอย่างปลอดภัย
แต่ความสำเร็จของญี่ปุ่น ไม่ได้เกิดขึ้นจากโครงสร้างยักษ์เพียงอย่างเดียว เทคโนโลยีสนับสนุนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ระบบเตือนภัยของญี่ปุ่นอย่าง J-Alert ไม่ได้ประกาศกว้าง ๆ แบบทั่วประเทศ แต่มีเรดาร์ตรวจพายุและปริมาณฝน เซนเซอร์วัดระดับน้ำในคลองและลำน้ำ กล้องตรวจน้ำท่วม และ AI วิเคราะห์รูปแบบพายุล่วงหน้า แล้วแจ้งเตือนแบบเจาะจงพื้นที่ ไปยังบ้าน โรงเรียน สถานีรถไฟ และศูนย์อพยพในทันที
ทุกคนรู้ว่าพื้นที่ของตนมีระดับความเสี่ยงเท่าไรและต้องทำอะไร จึงช่วยลดความสับสนในการอพยพ
บทเรียนอีกข้อที่ญี่ปุ่นค้นพบคือ “เมืองต้องรองรับน้ำได้ชั่วคราว” ไม่ใช่หวังพึ่งระบบระบายของรัฐอย่างเดียว โดยสวนสาธารณะ ลานกีฬา สนามฟุตบอล และพื้นที่สาธารณะหลายแห่งในโตเกียว ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำเมื่อจำเป็น ถนนหลายสายมีระดับลาดที่รองรับการเป็นร่องน้ำได้ในช่วงสั้น ๆ
สิงคโปร์ บังคับอาคารเอกชนติดระบบกักน้ำ ลดภาระรัฐ
“สิงคโปร์” แม้เป็นประเทศเกาะเล็ก ๆ ขนาดเพียง 734 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเล็กกว่ากรุงเทพฯเกือบครึ่งหนึ่ง แต่กลับมีระบบจัดการน้ำท่วมที่ชาญฉลาดและประณีตที่สุดในโลก แตกต่างจากหลายประเทศที่มอง “น้ำ” เป็นปัญหา สิงคโปร์มองว่า “น้ำ” คือทรัพยากรที่ต้องบริหารอย่างสร้างสรรค์ พร้อมกับรับมือกับความเสี่ยงจากฝนตกหนักในฤดูมรสุมและน้ำทะเลหนุนในเขตเมืองชายฝั่ง
เดิมทีใจกลางเมืองสิงคโปร์เคยเผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก การขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่รับน้ำลดลง ขณะที่ปริมาณฝนเพิ่มขึ้นทุกปี หากใช้วิธี “กำแพงป้องกันน้ำ” เหมือนประเทศอื่น อาจป้องกันได้ช่วงสั้น แต่จะผลักปัญหาน้ำไปยังพื้นที่อื่น และเสี่ยงพังพินาศเมื่อระดับน้ำสูงเกินจุดควบคุม
ดังนั้น รัฐบาลสิงคโปร์จึงตัดสินใจคิดต่าง เปิดทางให้เกิดโครงการระดับประเทศที่พลิกเกมการจัดการน้ำมาสู่มาตรฐานใหม่ของโลก นั่นคือ “Marina Barrage”
Marina Barrage คือเขื่อนอัจฉริยะที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ไม่ใช่ตามหุบเขาหรือพื้นที่ห่างไกลเหมือนเขื่อนทั่วไป สิ่งที่โดดเด่นคือ การทำหน้าที่สามอย่างพร้อมกันในโครงการเดียว
1. กันน้ำทะเลไม่ให้ไหลย้อนเข้าท่วมเมือง
2. รองรับและควบคุมน้ำฝน เพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วมในช่วงมรสุม
3. เก็บสำรองน้ำจืด สำหรับใช้เป็นน้ำดิบของประเทศ
- Marina Barrage (ภาพ: Singapore International Water Week) -
ด้วยการรวมสามบทบาทไว้ในโครงสร้างเดียว สิงคโปร์จึงไม่เพียง “แก้น้ำท่วม” แต่ยังทำให้น้ำท่วมกลายเป็นกำลังเสริมด้านความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ กระตุ้นเศรษฐกิจเมือง และช่วยสร้างพื้นที่พักผ่อนริมอ่าว ที่วันนี้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศ
แต่ความสำเร็จของสิงคโปร์ไม่ได้อยู่ที่ Marina Barrage เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป รัฐบาลยังผลักดันโครงการ ABC Waters Programme (Active, Beautiful, Clean Waters) ซึ่งพลิกโฉมคูคลองระบายน้ำธรรมดาให้กลายเป็นสวน พื้นที่สีเขียว และลำธารธรรมชาติ เพื่อชะลอการไหลของน้ำ ลดความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน และเพิ่มพื้นที่พักผ่อนให้กับประชาชน
ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือ “Bishan–Ang Mo Kio Park” จากคลองคอนกรีตแข็งกระด้าง ถูกเปลี่ยนเป็นสวนที่มีลำน้ำธรรมชาติไหลผ่าน สามารถรองรับระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นในฤดูฝน
นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังออกกฎหมายให้ “อาคารเอกชน” จัดการน้ำฝนด้วยตนเอง เพื่อลดภาระระบบระบายน้ำของรัฐ ข้อกำหนดยกตัวอย่างเช่น อาคารเอกชนต้องมีถังเก็บน้ำฝน ลาน สวน และดาดฟ้าต้องซึมซับน้ำได้ รวมถึงอาคารใหญ่ต้องมีระบบกักเก็บน้ำ ผลลัพธ์คือ ระบบระบายของภาครัฐไม่โอเวอร์โหลด และช่วยให้การระบายน้ำในเมืองทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
เหล่านี้คือ “สามโมเดลตัวอย่าง” ที่ประสบความสำเร็จในการจัดการน้ำ ซึ่งไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้ในการรับมืออุทกภัยอนาคต
อ้างอิง: masites, holland, government, japan, hondet, pub, ramboll, gov





