เศรษฐกิจจีนสะดุดแรงในเดือนต.ค. การผลิต-ค้าปลีกโตต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งปี สะท้อนเงินฝืดยังแก้ยาก ขณะที่ภาคอสังหาฯ ทรุดยาว การลงทุนสินทรัพย์ถาวรหดตัวหนักที่สุดในรอบ 5 ปี บีบให้ปักกิ่งต้องเร่งเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครง
รอยเตอร์สรายงานว่า ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกล่าสุดของจีนเดือนต.ค. เติบโตในอัตราที่อ่อนแอที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อทางการจีนให้เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจมูลค่า 19 ล้านล้านดอลลาร์ที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่แรงกดดันจากทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ยังคงคุกคามการเติบโตต่อไป
ตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ปักกิ่งมักจะใช้ทางเลือกหลักๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ 2 ทางคือ กระตุ้นภาคอุตสาหกรรมเพื่อเร่งการส่งออกเมื่อการใช้จ่ายในประเทศซบเซา หรือใช้งบประมาณผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพยุงจีดีพี
แต่ "สงครามภาษี" ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่าภาคการผลิตของจีนพึ่งพาตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐมากเพียงใด และแม้เศรษฐกิจจีนจะมีขนาดใหญ่เพียงใด ก็ไม่สามารถพึ่งการสร้างนิคมอุตสาหกรรม สถานีไฟฟ้า หรือเขื่อนใหม่ๆ เพียงอย่างเดียวเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตไม่รู้จบได้
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศล่าสุดในวันนี้ (14 พ.ย.) ไม่ได้สร้างความหวังต่อการฟื้นตัวในเร็ววัน และยิ่งข้อมูลย่ำแย่ลงต่อเนื่อง ก็ยิ่งสะท้อนความจำเป็นในการปฏิรูปให้เร่งด่วนยิ่งขึ้น
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) ในวันนี้ระบุว่า "การผลิตภาคอุตสาหกรรม" เดือนต.ค. ขยายตัว 4.9% เมื่อเทียบปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราที่อ่อนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2024 และต่ำกว่าเดือนก.ย. ที่เติบโต 6.5% รวมถึงต่ำกว่าคาดการณ์ในโพลของรอยเตอร์ที่ 5.5% อีกด้วย
ส่วน "ยอดค้าปลีก" ซึ่งเป็นตัวชี้ความแข็งแกร่งของการบริโภคในประเทศ ขยายตัว 2.9% ซึ่งอ่อนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. ปีก่อน และลดลงจาก 3.0% ในเดือนก.ย. แต่ก็สูงกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตัวเลขคาดการณ์ที่ 2.8%
“แรงหนุนจากการส่งออกที่ช่วยพยุงการเติบโตในไตรมาสก่อนๆ จะรักษาให้ต่อเนื่องได้ยากในปีหน้า แม้ว่าภาษีนำเข้าของสหรัฐจะออกมาต่ำกว่าที่กังวลในตอนแรกก็ตาม จึงทำให้จีนต้องพึ่งอุปสงค์ในประเทศมากขึ้น แต่หากไม่มีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม การชะลอตัวของทั้งการลงทุนและการบริโภคก็ยากจะพลิกกลับได้” เฟรเดอริก นอยมันน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของ HSBC กล่าว
การลงทุนสินทรัพย์ถาวรทรุดหนักรอบ5 ปี
การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนรุนแรงขึ้นในเดือนต.ค. โดยถูกฉุดลงจากอุปสงค์ผู้บริโภคที่อ่อนแอและการทรุดตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ช่วงวันหยุดยาวยิ่งทำให้กิจกรรมการผลิตลดลงไปอีก
"การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร" ซึ่งรวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ หดตัว 1.7% ในช่วงสิบเดือนแรกของปี เพิ่มเติมจากที่ลดลง 0.5% ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีในเดือนม.ค.-ก.ย. และยังหดตัวหนักกว่าที่นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของรอยเตอร์คาดการณ์ว่าจะลดลง 0.8%
ทั้งนี้ ครั้งล่าสุดที่จีนรายงานการลงทุนสินทรัพย์ถาวรหดตัว คือในปี 2020 ช่วงการระบาดของโควิด-19 ตามฐานข้อมูลย้อนหลังถึงปี 1992 ของบริษัทฐานข้อมูลเอกชน Wind Information
หากพิจารณาตัวเลขเฉพาะในเดือนต.ค. เพียงเดือนเดียว พบว่า การลงทุนสินทรัพย์ถาวรลดลง 11.4% จากปีก่อน ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2020 ตามการประเมินของโกลด์แมน แซคส์ โดยการลดลงเกิดจากความพยายามของปักกิ่งในการสกัดกั้นปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรม (overcapacity) และภาวะซบเซาในตลาดที่อยู่อาศัย
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทรุดลงต่อเนื่อง หดตัว 14.7% ในช่วงสิบเดือนจนถึงเดือนต.ค. เทียบกับการลดลง 13.9% ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี โดยภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นที่เก็บความมั่งคั่งหลักของครัวเรือนจีน ยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และ "ราคาบ้านใหม่" ยังลดลงในอัตราเร็วที่สุดในรอบปี
ปักกิ่งยอมรับต้องเปลี่ยนแปลง
รอยเตอร์สระบุว่า ปักกิ่งเองก็ยอมรับความจำเป็นในการ "เปลี่ยนแปลง" เพื่อแก้ความไม่สมดุลด้านอุปสงค์-อุปทานที่สั่งสมมานาน ส่งเสริมการบริโภคภาคครัวเรือน และจัดการภาระหนี้รัฐบาลท้องถิ่นที่พุ่งสูง ซึ่งทำให้หลายมณฑลมีความสามารถพึ่งพาตนเองลดลงแม้จะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ระดับประเทศ
อย่างไรก็ดี พวกเขาก็รับรู้ว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างจะเป็นกระบวนการที่ "เจ็บปวด" และเต็มไปด้วย "ความเสี่ยงทางการเมือง" ในช่วงเวลาที่สงครามภาษีของทรัมป์กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจจีน
ข้อมูลอีกชุดหนึ่งก่อนหน้านี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วชี้ว่า "การส่งออก" ของจีนทรุดตัวลงแบบเกินความคาดหมายในเดือนต.ค. ขณะที่ผู้ผลิตเผชิญปัญหาในการทำกำไรในตลาดอื่นๆ หลังใช้กลยุทธ์เร่งส่งออกล่วงหน้ามาหลายเดือนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงภาษีทรัมป์
ที่น่าประหลาดใจก็คือ "ยอดขายรถยนต์ในจีน" ก็ทรุดตัวลงเช่นกันในเดือนต.ค. หลังจากเติบโตติดต่อกัน 8 เดือน ทั้งที่นักวิเคราะห์คาดว่าการซื้อรถจะเร่งตัวขึ้นก่อนการยกเลิกมาตรการลดภาษีและเงินอุดหนุนจากภาครัฐ และยิ่งน่ากังวลเมื่อไตรมาส 4 มักเป็นฤดูกาลขายรถยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุด
พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ประชุมเมื่อเดือนที่แล้วเพื่อวางทิศทางเศรษฐกิจ 5 ปีข้างหน้า (แผนพัฒนาฯ 5 ปี) โดยให้คำมั่นว่าจะเพิ่มสัดส่วนการบริโภคครัวเรือนต่อจีดีพีในระดับ “ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” ขณะเดียวกันก็ยังย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ





