สิงคโปร์จ่อขึ้นจีเอสที-ญี่ปุ่นของแพงทั้งแผ่นดิน โดยราคาสินค้าหลายรายการของญี่ปุ่นแพงขึ้นโดยเฉพาะอาหารทะเลอย่างราคาปลาทูน่าปรับตัวขึ้น 16.5% และราคาปลาหมึกเพิ่มขึ้น 22.5%
สิงคโปร์เตรียมขึ้นภาษีสินค้าและบริการท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ ก่อนจะขึ้นภาษีรายได้เป็นอันดับต่อไป ขณะที่ประชากรสูงวัยและการระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของประชาชน ส่วนญี่ปุ่นที่เผชิญภาวะเงินฝืดมานาน เริ่มเจอปัญหาของแพงถ้วนหน้าตั้งแต่ไฟฟ้าจนถึงมายองเนส ก่อต้นทุนสินค้าจำเป็นและการบริการเพิ่ม
รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศเมื่อวันศุกร์(18ก.พ.)จะปรับขึ้นภาษีสินค้าและการบริการ(จีเอสที)ในปีหน้าเพื่อสร้างความแข็งแกร่งแก่ฐานะการเงินของประเทศหลังจากต้องใช้เงินจำนวนมากรับมือกับมาตรการต่างๆเพื่อสกัดกั้นการระบาดของโรคโควด-19
การขึ้นภาษีสินค้าและบริการของสิงคโปร์ครั้งนี้เป็นการขึ้นภาษีจาก 7% เป็น 8% ในเดือนม.ค.ปี 2566 จากนั้นจะขึ้นเป็น 9% ในเดือนม.ค.ปี 2567 ที่จะถูกรวมในร่างงบประมาณสำหรับปีงบการเงินที่เริ่มในเดือนเม.ย.และเป็นการปรับขึ้นภาษีสินค้าและบริการในช่วงที่ญี่ปุ่นเผชิญหน้ากับภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
รัฐบาลสิงคโปร์ ยังประกาศขึ้นภาษีรายได้บุคคลและภาษีอสังหาริมทรัพย์ เพื่อรับมือกับต้นทุนทางสังคมที่เพิ่มขึ้น “เราจำเป็นต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งรายได้จากจีเอสทีที่เพิ่มขึ้นจะช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพของเราและดูแลผู้สูงอายุในประเทศของเรา”ลอว์เรนซ์ หว่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสิงคโปร์ กล่าว
จีเอสทีของสิงคโปร์ปรับตัวขึ้น 7%นับตั้งแต่เดือนก.ค.ปี 2550 และเมื่อปี 2561 รัฐบาลประกาศเพิ่มการจัดเก็บจีเอสทีเป็น 9% ในบางช่วงระหว่างปี 2564 และ2568 โดยให้เหตุผลว่ามีความจำเป็นต้องขยายกองทุนของระบบสุขภาพท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ
จีเอสทีคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของรายได้จากการดำเนินงานของรัฐบาลในปีงบการเงิน 2563 ทำให้เป็นแหล่งรายได้ขนาดใหญ่สุดอันดับสามรองจากภาษีรายได้ธุรกิจ (21%) และภาษีรายได้บุคคล(20%)
สิงคโปร์เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของประชาชนมานานหลายทศวรรษและจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้อย่างสม่ำเสมอ จนได้รับการจัดอันดับ AAA ซึ่งถือเป็นอันดับสูงสุดจากบรรดาบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกแต่การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในช่วงสองสามปีมานี้ ไม่เพียงแต่ในส่วนของการดูแลสุขภาพเท่านั้น แต่การใช้จ่ายในส่วนอื่นๆก็เพิ่มขึ้นด้วย เช่น การศึกษาและการป้องกันประเทศ
นอกจากนี้ สิงคโปร์ระบุว่างบประมาณปี 2565 จะพยายามพลิกกลับจากการขาดดุล 2 ปี หลังจากที่สิงคโปร์ทุ่มงบเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 74.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปกับการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโควิด โดยผลสำรวจความคิดเห็นบรรดานักเศรษฐศาสตร์จัดทำโดยบลูมเบิร์ก คาดว่าสิงคโปร์จะประกาศตัวเลขเกินดุลงบประมาณ 0.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
“ความท้าทายคือ การทำให้งบประมาณเป็นปกติ ในขณะเดียวกันก็รับประกันว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปตามเป้าหมาย เช่นเดียวกับการรักษาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ” ทรินห์ เหงียน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำฮ่องกงจากนาทิซิส เอสเอ กล่าวพร้อมทั้งบอกว่า รัฐบาลจะต้องหาวิธีคืนส่วนเกินด้วยการถอนการสนับสนุนบางส่วน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่คุมเข้มด้านการใช้จ่ายมากจนส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ
แต่เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่เริ่มทรงตัว สิงคโปร์จึงประกาศแผนเมื่อต้นสัปดาห์นี้ที่จะเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง และดึงดูดนักเดินทางและแรงงานต่างชาติ ตลอดจนผ่อนคลายมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมที่ทำให้จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตค่อนข้างต่ำตลอดช่วงการระบาดใหญ่
ดัชนีสเตรทไทมส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในดัชนีหุ้นที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดในโลกในปีนี้ ปรับตัวขึ้นกว่า 10%
ด้านกระทรวงพาณิชย์ของสิงคโปร์ คาดการณ์ว่าจีดีพีของประเทศจะขยายตัวในอัตรา 3-5% ในปีนี้
ขณะที่สิงคโปร์ออกมาตรการด้านภาษีรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ ญี่ปุ่น ที่บอบช้ำมานานหลายทศวรรษจากปัญหาเงินฝืดก็กำลังเจอปัญหาราคาสินค้าประเภทต่างๆปรับตัวเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ค่าไฟไปจนถึงมายองเนส ทำให้ต้นทุนสินค้าจำเป็นและการบริการพลอยปรับตัวเพิ่มขึ้นไปด้วย สร้างภาระแก่ภาคครัวเรือนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าเหล่านี้ที่มีปัจจัยหนุนส่งมาจากต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้น ราคาส่วนประกอบต่างๆปรับตัวขึ้นและเยนอ่อนค่า รวมทั้งมีปัญหาคอขวดเกี่ยวกับซัพพลายสินค้าจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อยาวนานจนส่งผลให้มีการปรับขึ้นค่าแรงด้วยหรือไม่
กระทรวงกิจการภายในประเทศของญี่ปุ่น เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนม.ค. เมื่อวันศุกร์ (18ก.พ.)ว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นแค่ 0.5% แต่ราคาสินค้าหลายรายการส่งสัญญาณแพงขึ้น โดยเฉพาะอาหารทะเลอย่างราคาปลาหางเหลืองแพงขึ้น 28.5% ราคาปลาทูน่าปรับตัวขึ้น 16.5% และราคาปลาหมึกเพิ่มขึ้น 22.5%
เบื้่องหลังที่ทำให้อาหารทะเลที่กล่าวมามีราคาแพงขึ้นเพราะราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น โดยราคาพลังงานทะยาน 17.9% ในดัชนีซีพีไอ ถือว่าปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบ 41 ปี แต่ก็ไม่ได้มีเฉพาะอาหารทะเลเท่านั้นที่แพงขึ้น ราคาผลไม้ในญี่ปุ่นหลายประเภทก็แพงขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างสตรอว์เบอรี ราคาปรับตัวขึ้น 24%
ขณะที่เยนอ่อนค่าทำให้ราคาสินค้าที่นำเข้ามีราคาแพงขึ้น และบรรดาผู้ประกอบการอาหารรายใหญ่หลายรายก็ผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปให้ผู้บริโภคตั้งแต่เดือนม.ค. ส่งผลให้ราคามายองเนสเพิ่มขึ้น 12.9% ราคาแกงพร้อมปรุงเพิ่มขึ้น 12.3% และราคามาการีนเพิ่มขึ้น 11.2%



