ปัญหาเงินเฟ้อเริ่มแผลงฤทธิ์ในสหรัฐ สตาร์บัคส์ประกาศจะขึ้นราคากาแฟสดปี 2565 พร้อมลดการใช้จ่ายบางส่วนเพื่อชดเชยต้นทุนแรงงานและสินค้าที่แพงขึ้น
สตาร์บัคส์ คอร์ป เครือข่ายร้านกาแฟสดชื่อดังสัญชาติอเมริกัน ประกาศจะปรับเพิ่มราคากาแฟสด ในปี2565 พร้อมทั้งลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เพื่อชดเชยกับต้นทุนแรงงานและราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโควิด-19 ส่งผลให้บริษัทต้องปรับลดประมาณการผลกำไรในปีนี้
ทั้งนี้ ปัญหาการระบาดของโรคโควิด-19 ที่แพร่อย่างรวดเร็วเพราะได้แรงหนุนจากโควิดสายพันธุ์กลายพันธุ์โอมิครอน ทำให้สตาร์บัคส์ทำผลกำไรรายไตรมาสและยอดขายไม่ได้ตามเป้า การขยายสาขาที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ ประกอบกับข้อจำกัดใหม่ที่เข้มงวดอย่างมากในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดของบริษัท
ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้ร้านอาหารต่างๆ ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับต้นทุนการผลิตทุกอย่างตั้งแต่ไก่ น้ำมันปรุงอาหาร ไปจนถึงการบริการ บรรจุภัณฑ์และการขนส่ง เช่นเดียวกับสตาร์บัคส์ ที่ต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้นท่ามกลางปัญหาขาดแคลนแรงงาน
บริษัทแมคโดนัลด์ คอร์ป รายงานตัวเลขกำไรและรายได้ประจำไตรมาส 4/64 ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์เพราะได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
แมคโดนัลด์ เปิดเผยว่า บริษัทมีกำไร 2.23 ดอลลาร์/หุ้น ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 2.34 ดอลลาร์/หุ้น
นอกจากนี้ บริษัทมีรายได้ที่ระดับ 6.01 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 6.03 พันล้านดอลลาร์
ในส่วนของสตาร์บัคส์ รายงานผลกำไรอยู่ที่ 72 เซนต์ต่อหุ้น ต่ำกว่าที่วอลสตรีท คาดการณ์ว่าจะมีผลกำไรที่ 80 เซนต์ต่อหุ้นแต่บริษัทได้ปรับปรุงตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของกำไรต่อหุ้นสำหรับปี 2565 เป็น 8-10% จากก่อนหน้านี้ที่คาดการณ์ขั้นต่ำที่ 10%
สตาร์บัคส์ ซึ่งมีฐานดำเนินงานอยู่ในซีแอตเทิล และคนงานของบริษัทในเครือข่ายกว่า 50 แห่งทั่วสหรัฐกำลังผลักดันให้มีการตั้งสหภาพแรงงาน ใช้จ่ายเงินมากขึ้นเพื่อผึกอบรมพนักงานใหม่และจัดสรรเงินทุนเพิ่มขึ้นให้แก่พนักงานที่ต้องเข้ารับการกักตัวเมื่อติดเชื้อหรือป่วยโรคโควิด-19
“เมื่อสายพันธุ์โอมิครอนแพร่ระบาดมากขึ้น ต้นทุนเงินเฟ้อและการขาดแคลนพนักงานก็รุนแรงขึ้น เกินความคาดหมายของเรา” เควิน จอห์นสัน ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) สตาร์บัคส์ กล่าวระหว่างการพูดคุยกับกลุ่มนักลงทุน พร้อมทั้งยืนยันว่า หลังจากขึ้นราคากาแฟสดเมนูต่างๆในเดือนต.ค.และเดือนม.ค.ปีที่แล้ว บริษัทก็มีแผนขึ้นราคาอีกครั้งในปีนี้ และจะลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำแผนการตลาดและโปรโมชันต่างๆ
สตาร์บัคส์ ไม่ได้ให้รายละเอียดว่ากาแฟสดเมนูไหนที่ขึ้นราคา โดยตอนนี้กาแฟสดคาปูชิโนของร้าน มีราคาขายอยู่ที่แก้วละ 5.25 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับราคากาแฟสดทั่วโลก ถือว่าเพิ่มขึ้น 13% ในไตรมาสแรกสิ้นสุดวันที่ 2 ม.ค.
ขณะที่ยอดขายจากสาขาเดิมในแผนกต่างประเทศของบริษัทปรับตัวลง 3% ส่วนยอดขายในจีนลดลง 14% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ายอดขายในแผนกต่างประเทศจะเพิ่มขึ้น 0.5%
ทั้งนี้ หลายเมืองในจีนปิดกิจการชั่วคราวเพราะมาตรการคุมเข้มด้านการเคลื่อนย้ายทั้งของผู้คนและสินค้าเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 ก่อนหน้าที่จีนจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวไม่กี่วัน ส่งผลกระทบต่อการทำรายได้ของเครือข่ายร้านกาแฟ ประกอบกับตอนนี้สตาร์บัคส์ถูกวิจารณ์หนักในสหรัฐหลังจากมีรายงานว่าเครือข่ายร้านสองแห่งใช้ส่วนผสมกาแฟที่หมดอายุแล้ว
อย่างไรก็ตาม รายได้สุทธิโดยรวมของบริษัทเพิ่มขึ้น 19% เป็น 8,100 ล้านดอลลาร์ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ารายได้สุทธิของบริษัทอยู่ที่ 7,950 ล้านดอลลาร์
การเจอปัญหาต้นทุนพุ่ง ไม่ได้เกิดกับสตาร์บัคส์แห่งเดียว ที่ผ่านมา บริษัทยาโอคิน คอร์ปของญี่ปุ่น ก็ประกาศปรับขึ้นราคาขนม Umaibo ชิ้นละ 2 เยนจากเดิม 10 เยนเป็น 12 เยนเริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย.เป็นต้นไป สืบเนื่องจากต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น
ขนมขบเคี้ยวราคาถูกที่ชื่อมีความหมายว่า “แท่งอร่อย” ไม่เคยปรับราคาเลยตลอด 43 ปี ที่ผ่านมาสะท้อนได้ถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับต่ำของญี่ปุ่น และแม้ราคาสินค้าในชาติตะวันตกปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ประสบปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น แต่บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังลังเลที่จะปรับขึ้นราคา เพราะกลัวว่าจะเสียลูกค้า ที่อ่อนไหวเรื่องราคาสินค้าอย่างมาก
ขนมข้าวโพดอบกรอบแบบแท่งนี้มี 15 รสตั้งแต่ ชีส ไปจนถึง ไข่ปลาคอด โดยรสซุปข้าวโพดขายดีที่สุด แต่ละปีมียอดขายราว 700 ล้านชิ้น ซึ่งรวมถึง แบบห่อและชิ้นเดี่ยว



