นโยบายซีโร-โควิดบั่นทอนเสน่ห์ฮ่องกง

นโยบายซีโร-โควิดบั่นทอนเสน่ห์ฮ่องกง

การดำเนินนโยบายกำจัดโรคโควิด-19 ให้เหลือศูนย์เปอร์เซนต์ หรือซีโร-โควิด ของรัฐบาลจีนที่ทางการฮ่องกงต้องนำมาใช้กำลังสร้างผลเสีย และลดทอนเสน่ห์ศูนย์กลางการเงินแห่งเอเชียของดินแดนแห่งนี้

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทม์ส รายงานว่า แบงก์ ออฟ อเมริกา (บีโอเอ) กำลังพิจารณาย้ายพนักงานจากฮ่องกงไปยังสิงคโปร์ เนื่องจากนโยบายซีโร-โควิด ที่เข้มงวดกดดันให้ภาคธุรกิจต้องทบทวนการดำเนินงาน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ ระบุว่าบีโอเอกำลังพิจารณาการย้ายกลุ่มธุรกิจและการดำเนินงานหลายส่วน โดยธนาคารกำลังทำแผนเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ แต่ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องจำนวนพนักงานที่จะย้าย

นโยบายซีโร-โควิด ของฮ่องกงทำให้ผู้บริหารธนาคารเดินทางเข้า-ออกจากฮ่องกงยุ่งยากขึ้น และในเดือนนี้ ทางการฮ่องกงยังเพิ่มความเข้มงวดหลังพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน โดยกำหนดให้ผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อต้องกักตัวในสถานที่ของรัฐ ปิดโรงเรียน และสั่งห้ามเที่ยวบินจากต่างประเทศ 

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้เดินทางต้องกักตัวเป็นเวลาถึง 21 วัน ส่งผลให้ภาคธุรกิจออกมาเตือนว่า มาตรการดังกล่าวอาจกระทบต่อสถานะความเป็นศูนย์กลางทางการเงินของฮ่องกง

ขณะเดียวกัน ธนาคารายใหญ่ระดับโลกหลายแห่งยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถในฮ่องกง เนื่องจากประสบปัญหาในการรักษาพนักงานและคัดเลือกผู้สมัครงานจากต่างประเทศ

รายงานของหอการค้ายุโรปในฮ่องกง ยังระบุว่า นโยบายความอดทนต่อโควิด-19 เป็นศูนย์อาจทำให้ฮ่องกงถูกตัดขาดจากหลายประเทศไปจนถึงปี 2567 รวมถึงปัญหาภาวะสมองไหลของพนักงานและผู้บริหารจำนวนมาก
 

หอการค้าอเมริกันในฮ่องกง เปิดเผยผลสำรวจเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ว่า มาตรการคุมเข้มการเดินทางระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่บริษัทกังวลมากที่สุด เนื่องจากการกักตัวสร้างความยุ่งยากในการบริหารจัดการให้กับสำนักงานใหญ่ โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 44% มีแนวโน้มที่จะออกจากฮ่องกง

ก่อนหน้านี้ ธนาคารเอชเอสบีซี ก็ออกมาตรการป้องกันล่วงหน้าเพื่อรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 ด้วยการแบ่งกลุ่มพนักงานแผนกตลาดโลกออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน โดยกลุ่มแรกประกอบด้วยพนักงานประมาณ 190 คน ซึ่งประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่บนถนนควีนส์โรดของย่านเซ็นทรัล ส่วนกลุ่มที่ 2 ประกอบด้วยพนักงานราว 65 คน ซึ่งประจำอยู่ที่สำนักงานในย่านเชคมุน และกลุ่มที่ 3 ประกอบด้วยพนักงานประมาณ 200 คนซึ่งทำงานที่บ้าน

บริษัทต่างชาติส่วนใหญ่อาจจะย้ายฐานสำนักงาน และฐานการลงทุนจากฮ่องกงไปตั้งยังเมืองอื่นในเอเชียแทน ขณะที่มีการคาดการณ์ว่า การย้ายฐานการลงทุนของบริษัทต่างชาติในครั้งนี้ อาจจะมีมากกว่าครั้งก่อนที่เคยเกิดขึ้นในฮ่องกง

นอกจากจะเกิดภาวะสมองไหลในธุรกิจการเงินแล้ว จำนวนชาวฮ่องกงที่ย้ายไปอยู่ไต้หวันก็เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า ประชาชนผิดหวังกับสถานการณ์ทางการเมือง และมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ที่เข้มงวด

ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติของไต้หวัน ระบุว่า เมื่อปี 2564 มีชาวฮ่องกงประมาณ 11,173 คนที่ได้รับอนุญาตให้สามารถพำนักในไต้หวันได้ เพิ่มขึ้น 3.3% หากเทียบเป็นรายปี และเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติในปี 2534

รายงานระบุว่า ชาวฮ่องกงและชาวต่างชาติที่อาศัยในดินแดนเริ่มย้ายถิ่นฐานมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่การประท้วงในฮ่องกงมีความรุนแรง โดยประชากรฮ่องกงลดลงรวดเร็วที่สุดในช่วงเดือนมิ.ย.ปี 2563-2564 อยู่ที่ประมาณ 7.39 ล้านคน

นอกจากนี้ การที่มีกระแสคาดการณ์ว่า ฮ่องกงอาจเปิดพรมแดนอีกครั้งในช่วงต้นปี 2567 อันเนื่องมาจากนโยบายควบคุมโควิด-19 ที่เข้มงวด ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แรงงานและผู้บริหารจากต่างชาติเลือกตัดสินใจย้ายถิ่นฐานด้วย

ช่วงที่ผ่านมา จีนพยายามปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงด้วยกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงการปรับปรุงระบบเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่ามีเพียงผู้ที่ภักดีกับจีนเท่านั้นที่จะกุมอำนาจทางการเมือง

ส่วนไต้หวัน ก็วางแผนที่จะออกนโยบายที่เอื้อต่อการย้ายถิ่นฐานของชาวฮ่องกงและมาเก๊าเพื่อเข้ามาอาศัยและทำงาน โดยจะอนุญาตให้บุคคลที่กำลังศึกษา หรือทำงานในไต้หวันสามารถขยายระยะเวลาการขออนุญาตพักอาศัยได้นานถึง 1 ปีในขณะที่หางานทำ

ขณะที่ตัวเลขอย่างเป็นทางการของไต้หวันระบุว่า จำนวนประชากรของไต้หวันลดลงเป็นปีที่สองติดต่อกันในปี 2564 โดยลดลงมากกว่า 185,900 คนจากปีก่อนหน้านี้เหลือ 23.4 ล้านคน ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2556