โตโยต้า-ซัมซุง-โฟล์คฯหยุดผลิตหลังจีนล็อกดาวน์

โตโยต้า-ซัมซุง-โฟล์คฯหยุดผลิตหลังจีนล็อกดาวน์

โตโยต้า-ซัมซุง-โฟล์คฯหยุดผลิตหลังจีนล็อกดาวน์ โดยโตโยต้าระบุว่าระงับการผลิตที่โรงงานในเมืองเทียนจินตั้งแต่วันจันทร์ (10 ม.ค.) เนื่องจากซัพพลายเออร์ของบริษัทได้รับผลกระทบจากมาตรการระดมตรวจหาเชื้อโควิด

สายการผลิตในโรงงานผลิตของค่ายรถยนต์และบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำโลกอย่างโตโยต้า โฟล์คสวาเกนและซัมซุงได้รับผลกระทบโดยตรงจากการประกาศล็อกดาวน์3เมืองของทางการจีนเพื่อรับมือกับการกลับมาระบาดอีกครั้งของโรคโควิด-19 ขณะบรรดานักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าปัญหาคอขวดในระบบซัพพลายเชนจะรุนแรงมากขึ้น

เว็บไซต์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานเรื่องนี้โดยระบุว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วจีนในขณะนี้ ทำให้โรงงานผลิตรายใหญ่ๆพากันเลิกเดินสายการผลิต ท่าเรือต่างๆมีปัญหาคอขวด สินค้าจำนวนมากรอการระบายและมีปัญหาขาดแคลนแรงงานขณะที่เจ้าหน้าที่ล็อกดาวน์เมืองเพิ่มตอนนี้รวมเป็นสามเมืองแล้วและทำการตรวจร่างกายประชาชนจำนวนมากซึ่งภาพแบบนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบเกือบสองปี 

สิ่งที่เกิดขึ้นในจีน ซึ่งถือว่าเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดอันดับสองของโลก ประกอบกับการประกาศนโยบายกำจัดยอดผู้ป่วยโรคโควิด-19 ให้เหลือศูนย์ราย ตอกย้ำความกลัวและข้อกังวลว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในจีนจะส่งผลกระทบไปถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

ขณะนี้ มีบริษัทข้ามชาติที่เข้าไปตั้งฐานการผลิตในจีนได้รับผลกระทบแล้วจนถึงขั้นต้องยุติสายการผลิต รวมถึง ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ โค ผู้ผลิตชิพความจำชั้นนำของโลกสัญชาติเกาหลีใต้ โฟล์คสวาเกน เอจี ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมนี และบริษัทผลิตสิ่งทอแห่งหนึ่งที่ผลิตเสื้อผ้านักกีฬาให้แก่ไนกี้ อิงค์ และอาดิดาส เอจี  

ตั้งแต่ปลายเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่จีนประกาศใช้มาตรการต่างๆเพื่อรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19ในหลายเมือง รวมถึง เทียนจิน เมืองท่าเรือตะวันออก ซีอาน เมืองในภาคกลางของจีน และเสิ่นเจิ้น เมืองศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีทางตอนใต้ 

วานนี้ (12ม.ค.)เมืองเทียนจินของจีนเริ่มตรวจหาเชื้อโควิด-19 รอบใหม่ให้กับประชาชน 14 ล้านคนเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน
 

บริษัทโตโยต้าของญี่ปุ่น ระบุว่า บริษัทระงับการผลิตที่โรงงานในเมืองเทียนจินตั้งแต่วันจันทร์ (10 ม.ค.) เนื่องจากซัพพลายเออร์ของบริษัทได้รับผลกระทบจากมาตรการระดมตรวจหาเชื้อโควิดในหมู่ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองเทียนจิน และบริษัทวางแผนที่จะกลับมาดำเนินงานในเร็ว ๆ นี้ เมื่อสถานการณ์มีความปลอดภัยและกลับมามีเสถียรภาพทั้งในชุมชนและซัพพลายเออร์

ส่วนท่าเรือหนิงโปว-โจวซาน ซึ่งเป็นท่าเรือที่พลุกพล่านที่สุดอันดับสามของโลก และอยู่ใกล้นครเซี่ยงไฮ้อยู่ในฐานะเสี่ยงที่จะเจอปัญหาคอขวดจากการใช้กฏข้อบังคับที่เข้มงวดของรัฐบาลปักกิ่ง โดยเฉพาะกับกลุ่มรถบรรทุกและบริษัทที่เป็นเจ้าของโกดังสินค้าทั้งหลายหลังจากทางการตรวจพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำนวนกว่า 24 รายในบริเวณโดยรอบ

บรรดานักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า ผลกระทบจากการสกัดกั้นการระบาดของโรคโควิดครั้งนี้ในจีนน่าจะรุนแรงขึ้นเพราะการระบาดอย่างรวดเร็วของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งมีการตรวจพบในบางพื้นที่ของจีน และโควิดสายพันธุ์กลายพันธุ์นี้เล่นงานจีนในช่วงที่กรุงปักกิ่งกำลังจะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในวันที่ 4 ก.พ.ที่จะถึง 

“การระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอนเป็นความเสีี่ยงที่จะทำให้เราถอยหลังอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาคอขวดในระบบซัพพลายเชน  ครั้งนี้ สถานการณ์อาจจะท้าทายมากกว่าปีที่แล้วเพราะจีนมีบทบาทมากขึ้นอย่างมากในระบบซัพพลายเชนของโลก”เฟรเดอริก นิวแมนน์  ผู้บริหารร่วมของหน่วยงานวิจัยทางเศรษฐกิจเอเชียจากเอชเอสบีซี กล่าว  

ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคน มีความเห็นว่า จีนอาจจะเพิ่มความเข้มงวดในการใช้นโยบายกำจัดการระบาดของโรคโควิด-19 และบางคนมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จีนอาจจะล็อกดาวน์ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่เดือนเม.ย.ปี 2563

ด้านโกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชื่อดัง ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2565 ลงสู่ระดับ 4.3% จากเดิมที่ระดับ 4.8% โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลจีนกำลังเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้นในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน

ทีมนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ที่นำโดย“หุย ชาน”กล่าวว่า ผลกระทบด้านลบจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนและการควบคุมการแพร่ระบาดตามมาตรการกำจัดผู้ป่วยโรคโควิดให้เหลือศูนย์ของจีนนั้น จะสามารถรับรู้ได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 แต่หลังจากนั้นผ่านไป เศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น เมื่อพิจารณาจากสมมติฐานที่ว่า จีนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีขึ้น หลังจากผ่านพ้นช่วงฤดูหนาวและมีการฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์เป็นวงกว้างมากขึ้น

ด้านเวิลด์แบงก์ หรือธนาคารโลกคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนไว้ที่ 5.1% ในปีนี้ ลดลงจากระดับ 8%ที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อปีที่แล้ว

ส่วน“คาร์ลอส คาซาโนวา” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคารยูบีเอสของสวิตเซอร์แลนด์ ให้ความเห็นว่าประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลัก 3 ประการในปีนี้ นั่นคือ ยอดผู้ติดเชื้อโควิดโอมิครอนที่พุ่งสูงขึ้น เศรษฐกิจจีนจะเติบโตช้าลงสู่ระดับ 5% และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

คาซาโนวา มองว่า แม้ว่าตลาดเกิดใหม่เอเชียจะมีแนวโน้มที่ดี แต่ก็จะได้รับผลกระทบจากสามปัจจัยเสี่ยงแน่ๆหากเฟดใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงิน