ดัชนีดาวโจนส์ ปิดวันจันทร์ (3ม.ค.) ซึ่งเป็นการซื้อขายวันแรกของปี 2565 ปรับตัวขึ้น 246 จุด โดยนักลงทุนเปิดรับความเสี่ยง และหันเข้าซื้อหุ้น หลังจากที่คลายความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 246.76 จุด หรือ 0.68% ปิดที่ 36,585.06 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 30.38 จุด หรือ 0.64% ปิดที่ 4,796.56 จุด และดัชนีแนสแด็ก เพิ่มขึ้น 187.83 จุด หรือ 1.20% ปิดที่ 15,832.80 จุด
ส่วนปี 2564 ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 18.7% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ทะยานขึ้น 26.9% และดัชนีแนสแด็กดีดตัวขึ้น 21.4% โดยดัชนีทั้ง 3 ปรับตัวขึ้นติดต่อกันถึง 3 ปี ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2542
หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มสายการบิน และกลุ่มธุรกิจเรือสำราญ ต่างดีดตัวขึ้นในการซื้อขายวันนี้
หุ้นเทสลาพุ่งขึ้น 8.4% หลังจากบริษัทรายงานว่าสามารถส่งมอบรถยนต์จำนวน 308,600 คันในไตรมาส 4/64 ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
นักลงทุนคลายความวิตกเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน โดยถึงแม้ไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์เดลตา ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตและต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้รัฐบาลของหลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์
ด้านเจพีมอร์แกน เชส ออกรายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนสอดคล้องกับรูปแบบวิวัฒนาการของไวรัสในอดีต และจะเข้ามาแทนที่สายพันธุ์เดลตา ส่งผลให้โควิด-19 กลายสภาพเป็นเพียงโรคประจำฤดูกาล
นักลงทุนจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันศุกร์นี้ ซึ่งจะบ่งชี้ภาวะตลาดแรงงานของสหรัฐ ซึ่งหากออกมาแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ก็อาจจะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้
โดยนักวิเคราะห์คาดว่าเฟดอาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นเดือนที่เฟดยุติโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) และจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้



