“ทาดาชิ ยานาอิ”ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ)บริษัทฟาสต์ รีเทลลิง เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าแฟชันดัง“ยูนิโคล่”ให้สัมภาษณ์นิกเคอิ เอเชีย ยืนยันว่า บริษัทจะไม่เลือกข้างในช่วงที่ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสหรัฐและจีนยังไม่ดีขึ้น
“ตอนนี้สหรัฐพยายามกดดันบริษัทต่างๆให้แสดงความจงรักภักดี แต่ผมต้องการแสดงให้เห็นว่าผมจะไม่เล่นเกมแบบนี้ ”ยานาอิ กล่าว
ซีอีโอฟาสต์รีเทลลิง กล่าวด้วยว่าเบื้องหลังการวิวาทะระดับโลกของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งสองประเทศ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐและจีนกลับดำเนินไปด้วยความราบรื่นอย่างมาก กระแสเงินทุนไหลเข้าแต่ละประเทศอย่างต่อเนื่อง และปริมาณการค้าระหว่างกันก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
"สิ่งที่ผู้อื่นเข้าใจและความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอาจจะสวนทางกัน กระแสเงินทุนของนักธุรกิจอเมริกันยังคงเข้าไปในจีนอย่างต่อเนื่อง สินค้าของแอ๊ปเปิ้ลทุกตัวผลิตในจีน การส่งออกของจีนไปสหรัฐก็เพิ่มขึ้น พูดได้ว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐและจีนราบรื่นมาก"ซีอีโอฟาสต์ รีเทลลิง กล่าว
นอกจากนี้ ยานาอิ ยังบอกว่าบริษัทยูนิโคล่จะวางตัวเป็นกลางหลังจากที่สหรัฐประกาศใช้"กฏหมายป้องกันการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์ "(Uyghur Forced Labor Prevention Act)ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้ที่สหรัฐมีต่อจีน โดยมีเจตนาให้จีนแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐเรียกว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง
"ตลาดสหรัฐเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีการเติบโตทางธุรกิจสูง ในปี2538 ผู้บริโภคชาวอเมริกันและชาวญี่ปุ่นใช้จ่ายเงินฝ่ายละ 16 ล้านล้านเยน(140 ,000 ล้านดอลลาร์อัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น)กับเสื้อผ้าและเมื่อคิดโดยรวมแล้วผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นใช้จ่ายมากกว่า
แต่ตอนนี้ ผู้บริโภคชาวอเมริกันใช้จ่ายเงินประมาณ 40-50 ล้านล้านเยน ส่วนผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นใช้จ่ายไม่ถึง 9 ล้านล้านเยน"ยานาอิ กล่าว
ซีอีโอ บริษัทแฟชั่นเสื้อผ้าชั้นนำของญี่ปุ่น ยังฝากข้อแนะนำถึงบรรดาบริษัทญี่ปุ่นว่าจำเป็นต้องขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเนื่องจากตอนนี้ญี่ปุ่นมีความอิ่มตัวสูง ญี่ปุ่นไม่มีทางเลือกใดๆนอกจากออกไปทำเงินในตลาดอื่นๆทั่วโลก
และเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากที่ต้องดึงดูดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถระดับโลกมาไว้ในองค์กร พร้อมทั้งส่งพนักงานชาวญี่ปุ่นออกไปเรียนรู้เพิ่มเติมในต่างประเทศ เพราะญี่ปุ่นไม่สามารถเอาตัวรอดได้ถ้าไม่เปิดประเทศ
ที่ผ่านมา“ฟูมิโอะ คิชิดะ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศขยายมาตรการควบคุมพรมแดน โดยห้ามไม่ให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศออกไป โดยไม่มีการระบุชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าวจะยุติลงเมื่อใด
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นประกาศมาตรการคุมเข้มชายแดนตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. เพราะการแพร่ระบาดของโควิดกลายพันธุ์โอมิครอน จากเดิมที่ญี่ปุ่นเคยประกาศว่ามาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในปลายเดือนธ.ค.นี้ ก่อนที่คิชิดะจะประกาศขยายเวลาควบคุมออกไปอย่างไม่มีกำหนด
การประกาศขยายเวลาปิดประเทศออกไปไม่มีกำหนด ทำให้เป็นเรื่องยากที่บริษัทต่างๆจะรับบุคลากรมีความสามารถด้านเทคโนโลยีก้าวหน้าเข้ามาร่วมงานด้วย
และหากว่าประชากรญี่ปุ่นยังคงเป็นประชากรสูงวัยเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับการส่งออกของญี่ปุ่นยังมีสัดส่วนน้อยนิด ชาวญี่ปุ่นเองอาจจะเริ่มคิดหาทางไปทำมาหากินในต่างประเทศเพื่อเก็บเงินและส่งเงินกลับมาบ้านเกิดเมืองนอน เหมือนอย่างแรงงานชาวฟิลิปปินส์ และท้ายที่สุด สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในประเทศญี่ปุ่น คือการเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยผู้สูงวัย
ต่อข้อถามที่ว่าทำไมญี่ปุ่นจึงเผชิญภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจยาวนาน ซีอีโอฟาสต์รีเทลลิง มีความเห็นว่าญี่ปุ่นไม่ได้เป็นประเทศที่หิวกระหายอีกต่อไปแล้ว ชาวญี่ปุ่นยังคงเชื่อมั่นว่ามีอาชีพที่มั่นคงในประเทศแม้ว่าในความเป็นจริงไม่มีงานอะไรที่มีความมั่นคงอีกแล้ว
ในอนาคต ธุรกิจในทุกภาคส่วนจะกลายเป็นอุตสาหกรรมการบริการและอุตสาหกรรมข้อมูล เราจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวสร้างรายได้จากทั่วโลกได้อย่างมีสิทธิภาพ
"ผมอยากเห็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กมีความกระตือรือร้นและช่วยเหลือตัวเองมากกว่านี้ เพราะทุกวันนี้ ธุรกิจขนาดเล็กในญี่ปุ่นได้รับการปกป้องมากเกินไป รัฐบาลควรออกมาตรการต่างๆที่ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้ ไม่ใช่ได้รับการปกป้องจากกฏข้อบังคับต่างๆ"





