ดัชนีดาวโจนส์ ปิดวันพฤหัสบดี(2ธ.ค.)พุ่งขึ้น 617 จุด ขณะที่นักลงทุนคลายความวิตกเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 617.75 จุด หรือ 1.82% ปิดที่ 34,639.79 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 64.06 จุด หรือ 1.42% ปิดที่ 4,577.1 จุด และดัชนีแนสแด็ก ปรับตัวขึ้น 127.27 จุด หรือ 0.83% ปิดที่ 15,381.32
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะทำการลงมติต่อร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวในวันนี้ เพื่อสนับสนุนหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐให้มีงบประมาณใช้จ่ายจนถึงวันที่ 18 ก.พ.2565 และหลีกเลี่ยงไม่ให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องถูกปิดการดำเนินงาน
ด้านนางโรซา เดอลอโร ประธานคณะกรรมาธิการจัดสรรงบประมาณประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ กล่าวว่า แกนนำในสภาผู้แทนราษฎรสามารถบรรลุข้อตกลงกันแล้ว โดยการลงมติจะมีขึ้นในวันนี้ ก่อนถึงกำหนดเส้นตายในวันพรุ่งนี้
หากสภาผู้แทนราษฎรให้การอนุมัติร่างกฎหมายดังกล่าวในวันนี้ ก็จะส่งเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาต่อไป ก่อนที่จะให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนลงนามรับรองเป็นกฎหมายภายในวันพรุ่งนี้
ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 500 จุดในการซื้อขายระหว่างวันเมื่อวานนี้ โดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยตัวเลขภาคการผลิตที่แข็งแกร่งของสหรัฐ, การจ้างงานของภาคเอกชนที่สูงกว่าคาด รวมทั้งคาดการณ์การเพิ่มขึ้นของตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่จะปิดตลาดร่วงลงกว่า 400 จุด หลังมีข่าวการพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนรายแรกในสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มสายการบิน และกลุ่มธุรกิจเรือสำราญ ต่างพุ่งขึ้นในการซื้อขายวันนี้ แม้มีการพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนในสหรัฐ และทำเนียบขาวได้ออกกฎคุมเข้มการเดินทาง โดยกำหนดให้ผู้ที่จะเดินทางเข้าสหรัฐจะต้องได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ภายในเวลา 24 ชั่วโมงก่อนออกเดินทางมายังสหรัฐ
ราคาหุ้นโบอิงพุ่งขึ้นกว่า 3% หลังทางการจีนอนุมัติการบินสำหรับเครื่องบินรุ่น 737 Max
ด้านเจพีมอร์แกน เชส ออกรายงานระบุว่า ภาวะตลาดที่ปั่นป่วนในขณะนี้ ซึ่งมีสาเหตุจากไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนอาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนในการเข้าช้อนซื้อหุ้นกลุ่มเปิดประเทศและกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์
"แม้ว่าโอมิครอนจะระบาดได้รวดเร็วกว่า แต่รายงานก็บ่งชี้ว่าสายพันธุ์นี้มีความรุนแรงน้อยกว่า ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบวิวัฒนาการของไวรัสในอดีต และเรื่องนี้ถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณว่าการแพร่ระบาดใกล้ยุติแล้ว" นายมาร์โก โคลาโนวิช และนายบราม แคปแลน นักวิเคราะห์ของเจพีมอร์แกน ระบุในรายงาน
"โอมิครอนสอดคล้องกับรูปแบบในอดีตที่บ่งชี้ว่า ไวรัสที่มีการแพร่ระบาดมากกว่า แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า จะเข้ามาแทนที่ไวรัสสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงมากกว่า ซึ่งจะทำให้โอมิครอนเป็นตัวเร่งให้การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของโควิด-19 กลายเป็นเพียงบางสิ่งที่คล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเท่านั้น"
"ถ้าสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น แทนที่ดับเบิลยูเอชโอตั้งชื่อไวรัสสายพันธุ์ล่าสุดนี้ว่า โอไมครอน โดยข้ามอักษรกรีกไป 2 ตัว ดับเบิลยูเอชโอควรจะข้ามอักษรกรีกไปทุกตัว และตั้งชื่อไวรัสนี้ว่า โอเมกา ซึ่งเป็นอักษรกรีกตัวสุดท้าย"
"โอมิครอนอาจเป็นตัวเร่งให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรชันขึ้น (ไม่ใช่แบนราบลง) และทำให้นักลงทุนถอนตัวออกจากหุ้นในกลุ่ม growth stock เพื่อเข้าซื้อกลุ่ม value stock และมีการเทขายหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากโควิดและมาตรการล็อกดาวน์ ขณะที่ทำให้หุ้นกลุ่มเปิดประเทศดีดตัวขึ้น โดยเรามองว่าการเทขายหุ้นในกลุ่มเหล่านี้ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะเข้าช้อนซื้อหุ้นกลุ่มวัฏจักร, กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ และกลุ่มเปิดประเทศ และปรับโพสิชั่นสำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่จะดีดตัวและสูงชันขึ้น" รายงานระบุ
นายโคลาโนวิช ยังระบุว่า ตลาดปรับตัวรุนแรงเกินไปต่อการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตาก่อนหน้านี้
ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 28,000 ราย สู่ระดับ 222,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 240,000 ราย
ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องลดลง 107,000 ราย สู่ระดับ 1.96 ล้านราย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ปรับตัวต่ำกว่าระดับ 2 ล้านรายนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเดือนมี.ค.2563
นักลงทุนจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันพรุ่งนี้ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐจะรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 581,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย. และคาดว่าอัตราการว่างงานจะปรับตัวลงสู่ระดับ 4.5%
กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 531,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 450,000 ตำแหน่ง จากระดับ 312,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวลงสู่ระดับ 4.6% โดยต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.7% จากระดับ 4.8% ในเดือนก.ย.



