ธุรกิจGigฮ่องกงเริ่มอยู่ยากจากแผนปราบผู้เห็นต่างของปักกิ่ง

ธุรกิจGigฮ่องกงเริ่มอยู่ยากจากแผนปราบผู้เห็นต่างของปักกิ่ง

หลังจากการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองของรัฐบาลจีนที่ทำให้สหภาพแรงงานกลุ่มต่างๆในฮ่องกงพลอยเงียบเสียงไปด้วย เช่นเดียวกับบรรดานักการเมืองก็อยู่อย่างเจียมเนื้อเจียวตัว จากเดิมที่กลุ่มนักการเมืองต่างๆมักมีนโยบายสนับสนุนสิทธิแรงงานอย่างนอกนอกหน้า

เมื่อฟู้ดแพนด้า ฮ่องกงประกาศแผนลดการจ่ายเงิน/คำสั่งซื้อลงประมาณ 5 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 0.25 เซนต์สหรัฐ)เมื่อต้นเดือนนี้  อาห์เหม็ดและเพื่อนร่วมอาชีพอีกหลายร้อยคนก็ออกมาประท้วง

“นี่คือจุดเดือด ทุกคนโกรธมาก พวกเขาไม่อยากทำงานที่ได้ค่าจ้างถูกมากขนาดนี้ ”อาห์เหม็ด ซึ่งขอให้นามแฝงเพราะกลัวการแก้แค้น กล่าว

ชายชาวปากีสถานคนนี้ เข้าร่วมกับแพลทฟอร์มการส่งอาหารในช่วงที่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19รุนแรงในปี 2563 เมื่อธุรกิจของเขาซึ่งตั้งอยู่บริเวรณพรมแดนต้องปิดตัวลง

ขณะที่การทำธุรกิจรูปแบบใหม่ที่แทบหาเวลาหยุดพักไม่ได้ในแต่ละสัปดาห์ ช่วยให้เขา มีรายได้เดือนละ 30,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (3,850 ดอลลาร์)ที่นำมาเลี้ยงครอบครัวที่มีด้วยกันทั้งหมด 4 ชีวิต 

ขณะที่ร้านอาหารเริ่มเปิดบริการเต็มรูปแบบอีกครั้ง ความต้องการส่งอาหารจึงลดลง บริษัทที่ว่าจ้างเขาจึงหันมาพิจารณารายได้ที่ได้รับเป็นหลักจนนำมาถึงจุดที่ตัดสินใจลดรายจ่ายต่อคำสั่งซื้อสินค้า 
 

ประมาณเดือนต.ค. อาห์เหม็ดเริ่มรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะทำรายได้ให้ได้เดือนละ 25,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (3,209 ดอลลาร์) ซึ่งหนึ่งในห้าของเงินที่ได้หมดไปกับการบำรุงรักษาจักรยานยนต์คู่ชีพที่ใช้ไปส่งอาหารให้ลูกค้า

หลังจากฟู้ดแพนด้าประกาศลดเงินค่าธรรมเนียมให้พนักงานขับรถได้ไม่นาน พนักงานหลายร้อยคนก็มารวมตัวกันที่เทเลแกรม กรุ๊ปที่ก่อตั้งเป็นครั้งแรกโดยประเทศต่างๆเพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาทางเทคนิคในแอพพลิเคชันของบริษัท

"ผู้คนพากันมาที่นี่จำนวนมาก เพราะถูกกระตุ้นด้วยกระแสความไม่พอใจในปัญหาหลายด้าน ทั้งการได้รับค่าจ้างที่ต่ำเกินไป การระงับบัญชีโดยพละการและการลงโทษที่ไม่สมเหตุสมผล  
 

ส่วนป้ายที่เหล่าคนงานนำมาปิดไว้ท้ายรถจักรยานยนต์ในช่วงชุมนุมประท้วงเมื่อวันที่ 13-14 พ.ย.ที่ผ่านมา มีเขียนด้วยข้อความว่า "เราเป็นคน ไม่ใช่สุนัข"ก็กดดันให้ทีมบริหารของฟู้ดแพนด้ายอมนั่งลงเจรจากับบรรดาผู้ให้บริการส่งอาหารพร้อมทั้งยอมจ่ายเงินชดเชยให้ 

อย่างไรก็ตาม การชุมนุมประท้วงของแรงงาน“กิ๊ก เวิร์คเกอร์”คือแรงงานตามสัญญาว่าจ้างชั่วคราว หรือฟรีแลนซ์ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในฮ่องกงแต่ด้วยความที่ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการเงินของโลกการประท้วงนี้จึงส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์บ้าง

ประกอบกับ กฏหมายธุรกิจของฮ่องกงขึ้นชื่อเรื่องให้ความสำคัญกับผู้ว่าจ้างมากกว่าแรงงาน และในส่วนของรัฐบาลฮ่องกงเองก็ไม่มีความอดทนอดกลั้นกับการรวมตัวกันขององค์กรต่างๆหรือกลุ่มที่มีความเห็นต่าง

ต้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมา สมาพันธ์สหภาพแรงงานของฮ่องกง(ซีทียู) ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยขนาดใหญ่ที่สุดของฮ่องกง ยังลงมติยุบสมาพันธ์โดยอ้างว่าบรรดาแกนนำเผชิญภัยคุกคามหลังจากทางการจีนออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมาบังคับใช้กับฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว

“หว่อง นายยวน” ประธานสมาพันธ์ อ้างถึงภัยคุกคามความปลอดภัยส่วนบุคคลของแกนนำสมาพันธ์ และการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งของ“เมิง ซูทัต” หัวหน้าผู้จัดงานที่หนีออกจากฮ่องกงไปแล้ว

หว่อง กล่าวว่า หากทางการเน้นแต่การกำจัดผู้ที่ตั้งคำถาม แทนการแก้ไขปัญหา พวกเขาก็รู้สึกว่ามีอำนาจเข้ามาแทรกแซง และประเทศนี้จะไม่มีอนาคตที่มีความหวังอีกต่อไป

ด้าน“ลีโอ ถัง” รองประธานสมาพันธ์ กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีเหตุผล แม้ต้องฝืนใจ แต่ก็ไม่เสียใจที่ได้เดินเคียงข้างแรงงานมาตลอด”

ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อทางการจีนและหนังสือพิมพ์ที่นิยมปักกิ่งในฮ่องกงกล่าวหาซีทียูว่าทำหน้าที่เป็นตัวแทนของต่างชาติซึ่งความผิดตามข้อกล่าวหานี้ในกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่มีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

ซีทียู เป็นหนึ่งในกลุ่มประชาสังคมมากกว่า 50 แห่ง ที่ประกาศยุบตัวนับแต่จีนบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้เมื่อกลางปีที่แล้ว โดยนักเคลื่อนไหวคนดังหลายคนกำลังถูกจองจำในคุก หรือไม่ก็ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ

เพราะฉะนั้น การออกมาเรียกร้องของเหล่าแรงงานกลุ่มกิ๊กอีโคโนมีอาจไม่ได้ช่วยเพิ่มเสียงของแรงงานในฮ่องกงให้ดังกึกก้องจนนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงใดๆที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเมื่อการบังคับใช้กฏหมายคุ้มครองแรงงานในฮ่องกงค่อนข้างอ่อนแอเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ