กัมพูชาคิดหนักหลังสหรัฐขู่ทบทวนสิทธิจีเอสพี

กัมพูชาคิดหนักหลังสหรัฐขู่ทบทวนสิทธิจีเอสพี

กัมพูชากำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบากหลังจากรัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แจ้งให้ทราบว่าจะทบทวนสิทธิพิเศษทางการค้าที่ให้แก่กัมพูชาในฐานะที่กัมพูชายังไม่สามารถแก้ปัญหาการคอร์รัปชัน องค์การอาชญากรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศให้ดีขึ้นได้

หากกัมพูชาสูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้า จะเป็นผลร้ายอย่างมากกับกัมพูชาที่่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แถมคำขู่นี้ของสหรัฐยังเกิดขึ้นหลังจากสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่สุดอันดับสองของกัมพูชาคว่ำบาตรทางการค้าต่อกัมพูชาในปี 2563 เพราะปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน         

เมื่อวันพุธ(10 พ.ย.)รัฐบาลสหรัฐได้เผยแพร่แถลงการณ์ ที่ถือเป็นการประเมินสถานการณ์ด้านการคอร์รัปชัน องค์การอาชญากรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกัมพูชาพร้อมข้อเสนอแนะทางด้านธุรกิจแก่บรรดานักลงทุนที่ต้องการเข้าไปลงทุนในกัมพูชาว่า ให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวังเพราะในกัมพูชามีการคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ มีแกงค์อาชญากรและมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแพร่หลาย และปัญหาต่างๆเหล่านี้คุกคามผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของสหรัฐ ตลอดจนเสรีภาพขั้นพื้นฐานของชาวกัมพูชา

แถลงการณ์ฉบับนี้ของสหรัฐที่ออกโดยกระทรวงต่างประเทศ กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่จะมีการทำกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฏหมายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ คาสิโน และภาคส่วนด้านโครงสร้างพื้นฐานในกัมพูชา

ทั้งยังเตือนบรรดาบริษัทอเมริกันไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือพัวพันกับบริษัทกัมพูชาที่ทำธุรกิจค้ามนุษย์ ค้าสัตว์ป่า และค้ายาเสพติด

 รายงานฉบับนี้ยังระบุว่า อุตสาหกรรมการผลิตของกัมพูชาและอุตสาหกรรมป่าไม้ก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นการดำเนินธุรกิจไม่ถูกกฏหมายด้วยเช่นกัน     

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐได้หยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาหารือกับบรรดาผู้นำกัมพูชาหลายครั้งแต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม”แถลงการณ์ของรัฐบาลสหรัฐ ระบุ 

 การได้สิทธิพิเศษทางการค้าหรือจีเอสพีจากสหรัฐช่วยให้กัมพูชาส่งสินค้าเข้าไปขายในสหรัฐได้โดยไม่ต้องเสียภาษีและทำให้สหรัฐเป็นตลาดใหญ่สุดของกัมพูชา โดยเฉพาะในส่วนของสิ่งทอและการส่งออกเสื้อผ้า

เมื่อวันที่ 12 ส.ค.ปี2563 สหภาพยุโรป (อียู) ประกาศตัดสิทธิพิเศษทางการค้าต่อกัมพูชา พร้อมทั้งแสดงความกังวลต่อสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศกำลังพัฒนาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศนี้

การตัดสิทธิพิเศษทางการค้าของอียูส่งผลกระทบต่อการส่งออกเสื้อผ้า รองเท้า และสินค้าด้านการเดินทางท่องเที่ยวของกัมพูชา ทำให้กัมพูชาต้องเสียภาษีในอัตราเดียวกับประเทศอื่น ๆที่เป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)

มาตรการของอียูทำให้กัมพูชาสูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้าประมาณ 20% จากที่เคยได้รับจากอียูภายใต้โครงการ“Everything but Arms” (EBA) ซึ่งอียูอนุญาตให้กัมพูชาสามารถส่งออกสินค้าไปยังอียูได้ทุกรายการโดยไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า ยกเว้นอาวุธ

EBA เป็นโครงการที่อียูให้สิทธิพิเศษทางการค้าแก่ ประเทศยากจนที่สุดในโลก จำนวน 48 ประเทศ

แต่อียูก็ยังคงเปิดกว้างต่อการทบทวนการตัดสิทธิพิเศษทางการค้าดังกล่าว ถ้าหากกัมพูชาดำเนินการปฏิรูป โดยให้สมาชิกพรรคฝ่ายค้านมีบทบาททางการเมือง และเริ่มกระบวนการปรองดองแห่งชาติ

อียู ถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกัมพูชา โดยกัมพูชาส่งออกสินค้าในสัดส่วน 45% ไปยังอียูในปี 2561 คิดเป็นมูลค่า 5,400 ล้านยูโร

ส่วนสหรัฐ การส่งออกโดยรวมของกัมพูชาไปสหรัฐอยู่ที่ 6,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2563 เพิ่มขึ้น 23% ปีต่อปีซึ่งในมูลค่าการส่งออกนี้ จำนวน 2,000 ล้านดอลลาร์เป็นการส่งออกภายใต้สิทธิพิเศษทางการค้า

การทบทวนสิทธิพิเศษทางการค้าที่สหรัฐแจ้งต่อกัมพูชานี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณล่าสุดที่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสหรัฐและกัมพูชาที่แย่ลง ขณะที่ในช่วงสองสามปีมานี้ กัมพูชามีความสนิทสนมกับจีนมากขึ้น

ขณะที่ข้อมูลของธนาคารโลก(เวิลด์แบงก์)ระบุว่า การส่งออกเสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์รองเท้าและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง(จีเอฟที)จากกัมพูชาไปยุโรปหดตัวลงประมาณ 35% ในปี 2563 แต่ยอดส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปสหรัฐกลับเพิ่มขึ้นเกือบ 4% แม้ว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 

ตลาดสหรัฐมีสัดส่วน 36.7% ของยอดส่งออกจีเอฟทีของกัมพูชาและมีมูลค่าประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์