ตลาดเงิน-ตลาดหุ้นอาเซียนคึกคักรับแผนเปิดเศรษฐกิจ

ตลาดเงิน-ตลาดหุ้นอาเซียนคึกคักรับแผนเปิดเศรษฐกิจ

ตลาดเงิน-ตลาดหุ้นอาเซียนคึกคักรับแผนเปิดเศรษฐกิจ ขณะที่การกลับมาเดินสายการผลิตอีกครั้งของโรงงานต่างๆ ในอาเซียนก็ช่วยกระตุ้นการส่งออกได้มากและภูมิภาคนี้กำลังแก้ปัญหาในซัพพลายเชนด้วยการลดกำลังการผลิต

ตลาดเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)กำลังดึงดูดกองทุนรวมของเหล่านักลงทุนต่างชาติ ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคนี้เริ่มเปิดเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

เริ่มจากเงินริงกิตของมาเลเซีย ที่แข็งค่าขึ้นเป็น 4.13 ริงกิตต่อดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ (29 ต.ค.) ถือว่าแข็งค่าที่สุด นับตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย. และในช่วงกลางเดือนต.ค. รูเปี๊ยะห์อินโดนีเซีย ก็แข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 14,000 รูเปี๊ยะห์ต่อดอลลาร์ แข็งค่าสุดในรอบ 8 เดือน

การแข็งค่าของสกุลเงินต่างๆ ในอาเซียนสวนทางกับการเคลื่อนไหวของสกุลเงินในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ อย่างเงินเรอัลของบราซิล และเงินแรนด์ของแอฟริกา ที่อ่อนค่าลงอย่างมากท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะเริ่มดำเนินนโยบายการเงินในแบบปกติอีกครั้ง

ตอนนี้นักลงทุนในตลาดการเงินจับตาผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะมีการแถลงในวันพุธ (3 พ.ย.)ตามเวลาสหรัฐ หรือในช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดี(4 พ.ย.)ตามเวลาไทย

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เฟดจะประกาศในการประชุมครั้งนี้ว่าจะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

“ไดแอน สวองค์” นักวิเคราะห์จาก บริษัท แกรนท์ ธอร์นตัน คาดการณ์ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) จะลงมติเป็นเอกฉันท์ภายหลังการประชุมให้เฟดเริ่มปรับลดวงเงิน QE ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 1.20 แสนล้านดอลลาร์/เดือน

“เราเชื่อว่าคณะกรรมการเอฟโอเอ็มซี คาดหวังที่จะยุติการปรับลดวงเงิน QE ทั้งหมดภายในกลางปี 2565 และคาดว่าเอฟโอเอ็มซี อาจจะเร่งเวลาให้เร็วขึ้น หากอัตราเงินเฟ้อไม่ชะลอตัวลงเร็วพอ” สวองค์ กล่าว พร้อมระบุว่า คณะกรรมการเอฟโอเอ็มซีจะต้องจัดการกับประเด็นเงินเฟ้อในการประชุมครั้งนี้

ด้าน “โยเซฟ บรูซูลาส” นักวิเคราะห์จากบริษัท RSM US LLP คาดการณ์ว่า “เจอโรม พาวเวล” ประธานเฟดจะใช้โอกาสในการแถลงข่าวเน้นย้ำว่า การปรับลดวงเงิน QE ไม่ใช่การคุมเข้มนโยบายการเงิน

“นอกเหนือจากการหารือกันเกี่ยวกับการปรับลดวงเงิน QE แล้ว คาดว่าเฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0-0.25% ในการประชุมครั้งนี้ และจะยังคงตรึงดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวต่อไปอีกระยะหนึ่ง” บรูซูลาส กล่าว

 

นอกจากค่าเงินในภูมิภาคอาเซียนจะพร้อมใจกันแข็งค่าขึ้นแล้ว ตลาดหุ้นของภูมิภาคก็มีผลประกอบการดีไม่แพ้กัน โดยดัชนี 

The MSCI ASEAN Index ทะยานขึ้นนับตั้งแต่ต้นเดือนที่แล้ว และช่วงกลางเดือนต.ค.ดัชนีพุ่งแตะระดับสูงสุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนับตั้งแต่เดือนก.พ.ปีที่แล้วที่โรคโควิด-19 เริ่มระบาด

ข้อมูลจาก MIDF Research บริษัทวิเคราะห์สัญชาติมาเลเซีย ระบุว่า ในเดือนต.ค.ตลาดหุ้นมาเลเซีย และอินโดนีเซียดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนเพื่อการลงทุนของต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน

ตลาดหุ้นและตลาดเงินของอาเซียนซบเซามาตลอดตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงเดือนก.ย.ต่อต้นเดือนต.ค.ที่กลับมามีการลงทุนอย่างคึกคัก ซึ่งเหตุผลหลักคือ การเปิดประเทศ หรือการหวนกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ประกอบกับยอดผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ในหลายประเทศก็เริ่มลดลง 

สิงคโปร์ และมาเลเซีย ยกเลิกข้อจำกัดด้านการเดินทางระหว่างประเทศ สำหรับผู้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบโดสในต้นเดือนต.ค.และมาเลเซีย ยังอนุญาตให้ประชาชนเดินทางข้ามระหว่างรัฐได้ เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่ยกเลิกการกักตัวนักท่องเที่ยวจาก 63 ประเทศ และดินแดนที่ฉีดวัคซีนครบโดสตั้งแต่วันจันทร์(1พ.ย.)

นอกจากนี้ การกลับมาเดินสายการผลิตอีกครั้งของโรงงานต่างๆ ในอาเซียนก็ช่วยกระตุ้นการส่งออก อีกทั้งภูมิภาคนี้กำลังเดินหน้าแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดกับระบบห่วงโซ่อุปทานด้วยการลดการผลิต

การส่งออกของมาเลเซียในเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 24.7% เป็น 110,800 ล้านริงกิต (26,600 ล้านดอลลาร์) ถือเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในเดือนเดียวตลอดกาล

ส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐ จีน และชาติสมาชิกอาเซียนก็เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้มาเลเซียมียอดเกินดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์

อินโดนีเซียก็ไม่ต่างจากมาเลเซีย ในฐานะเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติจึงได้ประโยชน์จากการที่ราคาโภคภัณฑ์ปรับตัวในช่วงขาขึ้นไปเต็มๆ ทำให้การส่งออกของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น และเกินดุลการค้ามากสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนส.ค.และพอมาถึงเดือนก.ย.การเกินดุลการค้าของอินโดนีเซียก็ยังคงสูงอยู่

ขณะที่มีการคาดการณ์กันว่าบริษัทต่างๆ ที่พึ่งพารายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะลืมตาอ้าปากได้ในช่วงสองเดือนที่เหลือของปี และด้วยมุมมองนี้เอง ส่งให้ราคาหุ้นของแอร์เอเชีย กรุ๊ป สายการบินต้นทุนต่ำสัญชาติมาเลเซีย ปรับตัวขึ้น 7% ตั้งแต่ปลายเดือนก.ย. ส่วนหุ้นบริษัทพัฒนารีสอร์ตอย่างเกนติ้ง สิงคโปร์ ก็เพิ่มขึ้น 8%  

“นอกจากหลายประเทศเปิดเศรษฐกิจแล้ว อัตราเงินเฟ้อในอาเซียนไม่สูงมากเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ และนักลงทุนส่วนใหญ่ก็ไม่คาดหวังว่าภูมิภาคนี้จะดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดในเร็วๆ นี้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจเหล่านักลงทุน” โคตะ ฮิรายามะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสที่ดูแลในส่วนของตลาดเกิดใหม่จาก SMBC Nikko Securities ให้ความเห็น

ที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ)คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของชาติสมาชิกอาเซียน 5 ประเทศคือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และไทย จะขยายตัว 5.8% ในปี 2565 ซึ่งเติบโตมากกว่าจีนที่ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 5.6% 

พิสูจน์อักษร โดย....สุรีย์  ศิลาวงษ์