แม้ทั่วโลกพยายามรณรงค์ลดการใช้น้ำมัน แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งกลับเห็นตรงกันว่า สถานะของน้ำมันในตลาดโลกยังคงอยู่อันดับหนึ่ง และอยู่ในฐานะแหล่งพลังงานสำคัญของโลกต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง ขณะมีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบจะทะยานถึง100 ดอลลาร์
ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก(โอเปก)ประเมินว่าจำเป็นต้องใช้เงินมากถึง 11.8 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนยกระดับการผลิตน้ำมันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้สามารถผลิตน้ำมันตอบสนองความต้องการของตลาดยาวไปจนถึงปี 2588
แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ราคาน้ำมันเท่านั้นที่ปรับตัวขึ้น แหล่งพลังงานอื่นๆ อย่างก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และไฟฟ้า ต่างก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน ส่งผลให้รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกต้องเร่งหามาตรการรับมือ
ล่าสุด คณะกรรมาธิการยุโรปได้หารือกับสมาชิกกลุ่มยูโรโซนเกี่ยวกับราคาพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่ทุบสถิติสูงสุดระลอกใหม่ เนื่องจากวิตกว่าราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอาจจะส่งผลให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจชะลอลง กระทบต่อการตัดสินใจลงทุน และส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชาชนที่ยากจนที่สุด
ที่ผ่านมา กลุ่มโอเปก ได้เผยแพร่รายงาน “2021 World Oil Outlook” ที่ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยคาดว่า ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2566 จะเพิ่มขึ้น 1.7 ล้านบาร์เรล/วัน อยู่ที่ระดับ 101.6 ล้านบาร์เรล/วัน
พร้อมระบุว่าความต้องการใช้น้ำมันในปี 2564 และ 2565 จะขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง และจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ความต้องการใช้น้ำมันดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่เหนือระดับของปี 2562 ซึ่งเป็นปีก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19
“ความต้องการใช้พลังงานและน้ำมันฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2564 หลังจากทรุดตัวลงอย่างหนักในปี 2563 เราคาดว่าความต้องการใช้น้ำมันจะขยายตัวต่อเนื่องในระยะยาว” นายโมฮัมหมัด บาร์คินโด เลขาธิการโอเปก กล่าว
แต่โอเปกก็ปรับลดคาดการณ์ความต้องการน้ำมันในระยะยาว เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป เพราะผลพวงจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการแข่งขันในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า
โอเปก ระบุในรายงานคาดการณ์ล่าสุดว่า ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2573 จะอยู่ที่ 106.6 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งลดลง 600,000 บาร์เรล/วันจากระดับของปี 2563 และต่ำกว่าระดับที่โอเปกเคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้อยู่ 11 ล้านบาร์เรล/วัน
“การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้การทำงานทางไกลกำลังกลายเป็นวิถีชีวิตแบบใหม่ของบริษัทเอกชนจำนวนมาก นอกจากนี้ การขยายตัวของความต้องการใช้น้ำมันในระยะยาวจะถูกจำกัดโดยความนิยมในการใช้รถยนต์ไฟฟ้า” โอเปกระบุ
ด้าน“จอห์น ดริสคอลล์” นักวิเคราะห์จากบริษัทเจทีดี อีเนอร์ยี เซอร์วิสเซส คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มพุ่งขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากความต้องการพลังงานที่สูงขึ้นในช่วงฤดูหนาว ประกอบกับการที่กลุ่มโอเปกและชาติพันธมิตร(โอเปกพลัส) ยังคงยึดมั่นในข้อตกลงด้านการผลิต
การประชุมเมื่อวันที่ 4 ต.ค. โอเปกพลัส ประกาศเจตนารมณ์ที่จะยึดมั่นตามข้อตกลงเดิมในการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพียง 400,000 บาร์เรล/วันในแต่ละเดือน แม้ว่าถูกกดดันจากนานาประเทศให้เพิ่มกำลังการผลิตมากกว่าระดับดังกล่าว เพื่อชะลอการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน โดยในปีนี้ราคาน้ำมันทะยานขึ้นไปถึง 50%แล้ว
ดริสคอลล์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่ก็อาจไม่ใช่ระดับที่ยั่งยืน
“ผมคิดว่า หากทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างที่คิด คือหากสภาพอากาศเลวร้าย, เกิดปัญหาระบบพลังงานขัดข้อง, การลำเลียงขนส่งสะดุดลง หรือเกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทาน สถานการณ์เหล่านี้อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็คาดว่าสถานการณ์ในลักษณะนี้จะไม่ยั่งยืน” ดริสคอลล์ กล่าว
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (4 ต.ค.) ผลการประชุมโอเปกพลัสเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัสพุ่งขึ้น 1.74 ดอลลาร์ หรือ 2.3% ปิดที่ 77.62 ดอลลาร์/บาร์เรล
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 1.98 ดอลลาร์ หรือ 2.5% ปิดที่ 81.26 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. ปี 2561
ล่าสุด วันอังคาร (5 ต.ค.) ตลาดยังคงขานรับมติการประชุมของโอเปกพลัส ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสพุ่งขึ้น 1.31 ดอลลาร์ หรือ 1.7% ปิดที่ 78.93 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. ปี2557
และราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 1.30 ดอลลาร์ หรือ 1.6% ปิดที่ 82.56 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. ปี2561



