ธรรมาภิบาลธุรกิจคีย์เวิร์ดของเฟซบุ๊คปี64 ขณะเฟซบุ๊คเก็บงำเรื่องระบบอัลกอริทึ่มและการปฏิบัติการขององค์กรไว้เป็นความลับ ซึ่งจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหานี้โดยตัวบทกฎหมายคือการสร้างความโปร่งใส
กรณีระบบของเฟซบุ๊ค อินสตาแกรมและวอทส์แอพล่มกินเวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกจำนวนกว่า 2.75 พันล้านคนทั่วโลกตกอกตกใจเป็นเหมือนฝันร้ายของคนที่พึ่งพาแพลตฟอร์มนี้เพียงแพลตฟอร์มเดียวในการประกอบธุรกิจและทำให้หลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมาภิบาลทางธุรกิจของบริษัท
ทั้งยังเป็นเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดสำหรับเฟซบุ๊ค เพราะก่อนหน้าจะเกิดปัญหานี้ไม่นาน ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ ออกมาตำหนิว่า เฟซบุ๊ค ควบคุมเนื้อหาบนแพลตฟอร์มได้ไม่ดีพอ จนทำให้มีข่าวลวงเกี่ยวกับโควิด-19 ออกสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด สภาคองเกรสของสหรัฐ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ผู้บริหารเฟซบุ๊ค ออกมาชี้แจงเพิ่มเติม กรณี“ฟรานเชส ฮอเกน” อดีตลูกจ้างของบริษัทเปิดโปงข้อมูลและกล่าวหาว่าเฟซบุ๊คสนใจแต่การทำกำไร ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้
ฮอเกน เป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูลวัย 37 ปี อดีตลูกจ้างของเฟซบุ๊ค ได้ให้ข้อมูลต่อคณะอนุกรรมาธิการด้านพาณิชย์ของวุฒิสภาสหรัฐ กรณีที่เธอเปิดเผยข้อมูลและกล่าวหาบริษัทเก่าว่าให้ความสำคัญกับผลกำไรมากกว่าความปลอดภัยของผู้ใช้
รวมถึงการที่ยักษ์ใหญ่สื่อสังคมออนไลน์แห่งนี้ทราบดีถึงอันตรายของเฟซบุ๊คที่มีต่อการปลุกระดมความเกลียดชังและเป็นภัยต่อสุขภาพจิตของเยาวชน
ฮอเกน บอกว่า เฟซบุ๊คเก็บงำเรื่องระบบอัลกอริทึ่มและการปฏิบัติการขององค์กรไว้เป็นความลับ ซึ่งจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยตัวบทกฎหมายคือการสร้างความโปร่งใส ซึ่งจะเป็นรากฐานในการวางกฏระเบียบและมาตรฐานที่ให้น้ำหนักกับอันตรายต่อผู้ใช้ ,การควบคุมเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย ,การป้องกันความปลอดภัยข้อมูล ,การต่อต้านการผูกขาด และการจัดการกับระบบอัลกอริธึม
วุฒิสมาชิกริชาร์ด บลูเมนธาล จากพรรคเดโมแครต ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านพาณิชย์ของวุฒิสภาสหรัฐ กล่าวว่า เฟซบุ๊คทราบดีกว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นสิ่งเสพติดคล้ายบุหรี่ แต่กลับเพิกเฉย
พร้อมทั้งเรียกร้องให้ “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก”ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ)และผู้ก่อตั้งบริษัทเข้าให้ข้อมูลต่อคณะอนุกรรมาธิการด้านพาณิชย์ของวุฒิสภาสหรัฐ, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (กลต.)และคณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลสหรัฐ เพื่อเดินหน้าสอบสวนบริษัทสื่อสังคมออนไลน์แห่งนี้ต่อไป
แต่ในช่วงเวลาที่เกิดความไม่ลงรอยกันในสภาคองเกรสสหรัฐ บรรดานักการเมืองทั้งรีพับลิกัน และเดโมแครตต่างเห็นตรงกันว่าควรมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับเฟซบุ๊ค
วุฒิสมาชิกมาร์ชา แบล็คเบิร์น หนึ่งในคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวว่าเฟซบุ๊คไม่ใส่ใจดูแลผู้ใช้ที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี และเห็นได้ชัดว่าสื่อสังคมออนไลน์แห่งนี้ให้ความสำคัญกับผลกำไรเหนือความเป็นอยู่ของเด็กและผู้ใช้แพลตฟอร์ม
ความเห็นของวุฒิสมาชิกแบล็คเบิร์น เป็นไปในทางเดียวกับฮอเกน อดีตลูกจ้างเฟซบุ๊คที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อเธอเปิดเผยเอกสารต่อนักการเมืองอเมริกันและสื่อชื่อดังอย่างวอลล์สตรีทเจอร์นัล เกี่ยวกับรายละเอียดที่ว่าเฟซบุ๊คทราบดีว่าสื่อของตน รวมทั้ง อินสตาแกรมเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เธอยังให้สัมภาษณ์รายการ “60 Minutes” ของเครือข่ายโทรทัศน์ ซีบีเอสว่า เฟซบุ๊คแสดงให้เห็นหลายต่อหลายครั้งว่า “เลือกกำไรก่อนความปลอดภัย” และเน้นสร้างผลกำไรบนความปลอดภัยของผู้ใช้ทุกคน
สิ่งที่ปรากฏบนเฟซบุ๊คทุกวันนี้กำลังฉีกสังคมให้เป็นเสี่ยง ๆ ทำให้เกิดความรุนแรงทางชาติพันธุ์ขึ้นทั่วโลก พร้อมยังเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐแทรกแซงด้วยการควบคุมและจัดระเบียบเฟซบุ๊ค
ขณะที่"เควิน แมคแอลิสเตอร์"โฆษกของเฟซบุ๊ค ระบุในอีเมลก่อนการขึ้นให้ข้อมูลของ ฮอเกน ว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการปกป้องชุมชนในสื่อสังคมออนไลน์มากกว่าการสร้างผลกำไรสูงสุด
ทั้งยังเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนักที่ข้อมูลการวิจัยภายในองค์กรที่รั่วไหลออกมา จะสะท้อนว่าอินสตาแกรม เป็นพิษภัยต่อเด็กวัยรุ่นหญิง
ในส่วนของ"มาร์กาเร็ธ เวสเทเกอร์" หัวหน้าฝ่ายต่อต้านการผูกขาดตลาดของสหภาพยุโรป กล่าวว่า การที่ระบบการทำงานของเฟซบุ๊คล่มไปนาน 6ชั่วโมงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นว่าต้องสนับสนุนให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น
“เราต้องการทางเลือก ทางเลือกในตลาดเทคโนโลยี และต้องไม่พึ่งพาผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย นั่นคือเป้าหมายของ Digital Markets Act (ดีเอ็มเอ)" เวสเทเกอร์กล่าวผ่านทวีต
เมื่อปีที่แล้ว เวสเทเกอร์ ได้เสนอร่างกฎเกณฑ์ที่เรียกว่าดีเอ็มเอ ซึ่งกำหนดรายการสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำสำหรับอเมซอน,แอ๊ปเปิ้ล,เฟซบุ๊คและกูเกิล โดยพื้นฐานแล้วจะบังคับให้เปลี่ยนรูปแบบธุรกิจหลักเพื่อเปิดให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น
ขณะที่‘ราสมุส แอนเดอร์เซน’สมาชิกพรรคกรีนในสภายุโรป กล่าวว่า ในอีกสองสามเดือนข้างหน้า บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสหภาพยุโรป(อียู)จะโหวตร่างกฏหมายใหม่ที่มีเป้าหมายสกัดแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตที่ทรงอิทธิพล
อย่างเฟซบุ๊คเข้ามาขยายธุรกิจบริการใหม่ๆในอียู ซึ่งการโหวตรับรองร่างกฏหมายนี้ สะท้อนว่าไม่ควรมีบริษัทใดบริษัทหนึ่งควบคุมช่องทางการสื่อสารสำคัญของโลกและเฟซบุ๊คก็ไม่ควรได้รับอนุญาตให้ซื้ออินสตาแกรมและวอทส์แอพ
“ทุกคนในสหภาพยุโรปรวมทั้งในสหรัฐต้องตระหนักว่าขณะนี้เราจำเป็นต้องมีกฏหมายที่แข็งแกร่งเพื่อรับมือกับการดำเนินธุรกิจแบบผูกขาดและเราจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อต่อต้านสิ่งนี้” แอนเดอร์เซน กล่าว



