อดีตผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของเฟซบุ๊ค เปิดโปงพฤติกรรมของโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่างเฟซบุ๊คต่อสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ โดยกล่าวว่า สภาคองเกรสต้องเข้าแทรกแซงการทำธุรกิจของเฟซบุ๊คเพื่อจัดการกับวิกฤตินี้
"ฟรานเซส โฮเกน" อดีตผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของเฟซบุ๊ค เปิดเผยว่า เธอคือผู้ปล่อยเอกสารข้อมูลภายในของเฟซบุ๊คให้กับเดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล โดยให้สัมภาษณ์รายการ "60 นาที" ทางช่องซีบีเอสเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจนเป็นข่าวใหญ่
พร้อมทั้งระบุว่า ปัญหาที่เธอพบจากการทำงานให้เฟซบุ๊คเลวร้ายกว่าบริษัทอื่นที่เธอร่วมงานด้วย ซึ่งรวมถึง กูเกิล, เยลป์ และพินเทอเรส โดยเธอได้คัดลอกเอกสารงานวิจัยภายในหลายหมื่นหน้าของบริษัท ก่อนที่จะลาออกจากเฟซบุ๊คในเดือนพ.ค.
โฮเกน เปิดเผยกับฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐว่า เฟซบุ๊คมุ่งสร้างกำไรมากกว่าที่จะสนใจความปลอดภัยของผู้ใช้งาน เนื่องจากอัลกอริธึมของเฟซบุ๊คมักจะแสดงโพสต์ที่มียอดการกดไลค์กดแชร์สูง ซึ่งในบางกรณีก็เป็นโพสต์ที่อาจเป็นอันตรายกับผู้ใช้งานได้
"เฟซบุ๊คมุ่งเน้นแต่ประโยชน์ของตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้คือระบบที่สร้างการแบ่งแยก ความคลั่งไคล้ และการแบ่งขั้วที่ทวีความรุนแรง รวมถึงการบ่อนทำลายสังคมทั่วโลก" โฮเกน กล่าว
อดีตพนักงานเฟซบุ๊ครายนี้ ยังกล่าวด้วยว่า อัลกอริธึมของเฟซบุ๊คสามารถนำผู้ใช้งานรุ่นเยาว์ไปพบกับคอนเทนท์ได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่สูตรอาหารเพื่อสุขภาพที่ไม่เป็นอันตราย ไปจนถึงคอนเทนท์ที่ส่งเสริมโรคคลั่งผอม (Anorexia)
โดยเธอเสนอวิธีแก้ปัญหาให้เฟซบุ๊คเปลี่ยนอัลกอริธึม เพื่อหยุดมุ่งเน้นไปที่การส่งโพสต์ที่ยอดมีการกดไลค์สูง ๆ ไปยังฟีดของผู้ใช้งาน และเปลี่ยนเป็นการสร้างฟีดเพื่อแสดงโพสต์ของผู้ใช้งานตามลำดับเวลา ซึ่งเธอมองว่าจะช่วยให้เฟซบุ๊คนำเสนอเนื้อหาที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
แม้โฮเกนจะกล่าวว่า เฟซบุ๊คไม่ได้จงใจสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตราย แต่ในที่สุด มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเฟซบุ๊คจะต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่ตามมา
โฮเกนกล่าวว่า จุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอเชื่อว่าจำเป็นต้องนำข้อมูลออกมาเปิดโปง คือตอนที่บริษัทยุบทีมความซื่อสัตย์ของพลเมือง (Civic Integrity) ซึ่งเธอเป็นสมาชิกอยู่ด้วยหลังการเลือกตั้งในสหรัฐปี 2563
เฟซบุ๊คระบุว่า บริษัทจะรวมความรับผิดชอบเหล่านั้นเข้ากับส่วนอื่น ๆ ของธุรกิจ แต่โฮเกนกล่าวว่า ภายใน 6 เดือนของการปรับโครงสร้างองค์กร 75% ของทีมงานทั้ง 7 คนไม่ได้รับความสนใจจากบริษัทเลย



