วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"สหรัฐ" ยัน พร้อมรับมือวิกฤติ "เอเวอร์แกรนด์"

ทำเนียบขาว ยืนยัน รัฐบาลสหรัฐกำลังจับตาวิกฤตการณ์ทางการเงินของ "เอเวอร์แกรนด์" อย่างใกล้ชิด และพร้อมรับมือผลกระทบดังกล่าว

ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ยืนยันเมื่อวันจันทร์ (20 ก.ย.) ว่า สหรัฐกำลังจับตาวิกฤตการณ์ทางการเงินของบริษัทไชน่า เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป อย่างใกล้ชิด และพร้อมรับมือผลกระทบดังกล่าว หากมีความจำเป็น

"ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตว่า นี่เป็นบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศจีน ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับจีน ขณะที่เราจับตาตลาดโลกอย่างใกล้ชิด ผ่านทางกระทรวงการคลังสหรัฐ

โดยมีการประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และเราพร้อมรับมือ หากมีความจำเป็น" นางเจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวกล่าว

ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงอย่างต่อเนื่องในวันจันทร์(20ก.ย.) ล่าสุดทรุดตัวลงกว่า 600 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดภายในวันเดียวนับตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.2563 ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ของไชน่า เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป บริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่อันดับ 2 ของจีน ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่าอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
 

นายแลร์รี เบรนนาร์ด นักวิเคราะห์จากบริษัททีเอส ลอมบาร์ด ระบุว่า การผิดนัดชำระหนี้ของเอเวอร์แกรนด์จะทำให้วิกฤตการณ์ทางการเงินลุกลามออกไปจนอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

เอเวอร์แกรนด์ ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าบริษัทกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง และอาจไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด

ขณะที่บริษัทมีกำหนดจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ 2 งวดในเดือนนี้ โดยมีกำหนดชำระดอกเบี้ยวงเงิน 83.5 ล้านดอลลาร์  ในวันที่ 23 ก.ย.ของหุ้นกู้ที่มีกำหนดครบอายุเดือนมี.ค.2565 และมีกำหนดชำระดอกเบี้ยวงเงิน 47.5 ล้านดอลลาร์  ในวันที่ 29 ก.ย.ของหุ้นกู้ที่ครบอายุเดือนมี.ค.2567

หากเอเวอร์แกรนด์ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยเมื่อถึงวันกำหนดชำระดังกล่าว ทางบริษัทจะมีเวลาอีก 30 วันในการชำระดอกเบี้ย มิฉะนั้นจะถือว่าบริษัทผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ ซึ่งหากเอเวอร์แกรนด์ตกอยู่ในสภาพผิดนัดชำระหนี้ ทางบริษัทจะต้องทำการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งคาดว่านักลงทุนที่เข้าซื้อหุ้นกู้ของเอเวอร์แกรนด์จะได้รับส่วนแบ่งการชำระคืนในสัดส่วนต่ำ

ข้อมูลที่มีการยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ระบุว่า เอเวอร์แกรนด์มีตราสารเชิงพาณิชย์มูลค่ารวม 2.057 แสนล้านหยวน (3.2 หมื่นล้านดอลลาร์) ณ สิ้นปี 2563

มีการประเมินว่า ขณะนี้เอเวอร์แกรนด์มีหนี้สินมากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์  เทียบเท่ากับ 2% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีน หลังจากที่บริษัทได้ทำการกู้เงินมาเป็นเวลาหลายปีเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน