การสืบสวนแบบสหรัฐฯเป็นกับดักทางการเมือง

การสืบสวนแบบสหรัฐฯเป็นกับดักทางการเมือง

แนวคิด “ประชาชนสำคัญที่สุด ชีวิตสำคัญที่สุด”เป็นจุดร่วมไทย-จีน และความร่วมมือเส้นทางสายไหมทางสุขภาพจะทำให้ไทย-จีนพร้อมใจกันทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา และไม่ตกอยู่ในกับดักทางการเมือง

การระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปีพ.ศ. 2562 ทำให้โลกได้เสียหายหนัก มากกว่า 200 ล้านคนติดเชื้อ และ 4.5 ล้านคนเสียชีวิต เศรษฐกิจล่มสลายและชีวิตพังทลายเกิดขึ้นในทุกวินาที ณ ปัจจุบัน โลกไม่ได้เท่าเทียมอย่างที่เราได้ศึกษาเรียนรู้กันมา ประเทศที่ร่ำรวยมีอัตราส่วนการฉีดวัคซีนให้ประชากรของตัวเองมากกว่าประเทศรายได้ต่ำถึง 69 เท่า โดยเฉพาะสหรัฐฯ ได้ตุนวัคซีนไว้ถึง 2,600 ล้านโดส คิดเป็นปริมาณ 1/4 ของวัคซีนในโลก และมากกว่าความต้องการของประเทศตนเองหลายเท่า 
   การสืบสวนแบบสหรัฐฯเป็นกับดักทางการเมือง  

ยิ่งกว่านั้น คือ การระบาดของ “เชื้อการเมือง” กำลังจะมา ซึ่งสืบเนื่องจาก “เชื้อสหรัฐอเมริกามาก่อน” “เชื้อสงครามการค้า” ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ สั่งหน่วยข่าวกรองทุกหน่วยงานสืบสวนแหล่งที่มาของโควิด-19 และต้องมีรายงานภายใน 90 วัน ไม่น่าเชื่อว่าหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ เชี่ยวชาญเรื่องชีววิทยาและโรคติดต่อ หรือว่าการหาหลักฐานนั้นสามารถใช้จินตนาการแทนกระบวนทัศน์และระเบียบวิธีวิจัยได้
 

การสืบสวนแหล่งที่มาของโควิด-19 เป็นเรื่องที่จำเป็นและต้องทำ แต่ต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ วิธีการของสหรัฐฯ เป็นรูปแบบที่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ จูงใจสร้างกับดักทางการเมืองเพื่อเอาผิดคู่แข่ง สหรัฐฯ อ้างว่า “ข้อสันนิษฐานว่า ตัวไวรัสเกิดจากการรั่วไหลออกมาจากห้องแล็บนั้น ชอบด้วยเหตุผล” โดยพุ่งเป้าไปที่สถาบันวิจัยไวรัสเมืองอู่ฮั่นของประเทศจีน ความจริงคือ ในบทรายงานการวิจัยร่วมระหว่างประเทศจีน-องค์การอนามัยโลก (WHO) ในการหาต้นตอเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งทางองค์การอนามัยโลกออกประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคมของปีนี้ ก็ได้ข้อสรุปว่า ตัวไวรัสเกิดจากการรั่วไหลออกมาจากห้องแล็บที่เมืองอู่ฮั่น “เป็นไปไม่ได้อย่างสูง”
    อย่าลืมว่า โควิด-19 ยังไม่ได้ไปไหนเลย ภารกิจสำคัญ ณ ปัจจุบันนี้ยังควรเป็นการป้องกันโรคระบาดและรักษาชีวิต ไม่ใช่อ้างการสืบสวนแหล่งที่มาของโควิด-19 เพื่อสร้างความขัดแย้งทางการเมือง แนวคิด “ประชาชนสำคัญที่สุด ชีวิตสำคัญที่สุด” ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นหลักการทำงานของประเทศจีนในการแก้ไขปัญหาการระบาดของโควิด-19 ทำให้ประเทศจีนสามารถควบคุมโรคระบาดและใช้ชีวิตโดยปกติโดยเร็ว ประเทศจีนยังให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 กับประเทศอื่นๆ ด้วย โดยนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยคนใหม่ ก็ได้กล่าวไว้ว่า จีนไทยมิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่โควิด-19 แพร่ระบาดอย่างรุนแรงในทั่วโลกเพื่อนในยามยากย่อมเป็นเพื่อนแท้ ความร่วมมืออย่างจริงใจและเสียสละระหว่างสองประเทศ ในการต่อสู้กับโรคระบาด สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือฉันท์มิตรระหว่างจีน-ไทย 
 

ประเทศไทยและจีนเป็นความสัมพันธ์ในระดับภาคี ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างถ้วนหน้าระหว่างจีน-ไทย จะนำมาซึ่งประโยชน์สุขที่ยิ่งใหญ่มากยิ่งขึ้นให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ เชื่อว่าแนวคิด “ประชาชนสำคัญที่สุด ชีวิตสำคัญที่สุด”เป็นจุดร่วมไทย-จีน และความร่วมมือเส้นทางสายไหมทางสุขภาพจะทำให้ไทย-จีนพร้อมใจกันทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา และไม่ตกอยู่ในกับดักทางการเมือง

การสืบสวนแหล่งที่มาของโควิด-19 ไม่ควรเป็นเครื่องมือการเมือง
พลเอกสุรสิทธิ์ ถนัดทาง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน

การสืบสวนแบบสหรัฐฯเป็นกับดักทางการเมือง

    การสืบสวนสอบสวนแหล่งที่มาของโควิด-19 เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล ซึ่งประเทศตะวันตกพยายามจะสร้างประเทศจีนเป็นจำเลย ในเวลาเดียวกัน ประเทศจีนได้คัดค้านอย่างเด็ดขาดและขอประณามอย่างแรง จัดการแถลงสรุปเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนแหล่งที่มาของโควิด-19 เมื่อเช้าวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2564 การแถลงดังกล่าวจัดขึ้นทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ มีผู้เข้าร่วมเป็นนักการทูตจากกว่า 160 ประเทศ และตัวแทนจากองค์กรระหว่างประเทศภายในจีน โดยนักการทูตหลายประเทศมองว่าการสืบสวนสอบสวนแหล่งที่มาของโควิด-19 ด้วยวาทกรรมการเมืองเป็นการสร้างกับดักเพื่อหวังผลประโยชน์จากความขัดแย้งทางการเมือง
    ตั้งแต่การเริ่มต้นการระบาดของโควิด-19 ประเทศจีนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาด้านสาธารณสุขในระดับโลก และได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การรับมือกับโรคระบาดกับประชาคมโลกอย่างทันท่วงที ประเทศจีนได้ให้ความช่วยเหลือแก่โลกในการต่อต้านการแพร่ระบาดของ โควิด-19 อย่างเต็มความสามารถ เป็นผู้นำในการสร้างความร่วมมือทางด้านวัคซีนในระดับโลก และได้ทุ่มเทให้กับสาธารณสุขในระดับโลกอย่างยอดเยี่ยม จีนได้ให้ความร่วมมือในระดับโลกในการสืบหาต้นตอของการแพร่ระบาดโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จีนเชิญผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลกถึงสองครั้งเพื่อการสืบหาดังกล่าว เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกได้เผยแพร่รายงานอย่างเป็นทางการของคณะศึกษาร่วมจีน-องค์การอนามัยโลก อันประกอบด้วยข้อมูลจากทางการและข้อสรุปผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ในประเด็นต้นตอของโรค และได้มีข้อแนะนำสำหรับการสืบหาต้นตอของโรคต่อไปในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญของจีนยังได้ริเริ่มการส่งข้อเสนอแนะของจีนในการสืบหาต้นตอของโรคในระยะที่สองให้แก่องค์การอนามัยโลกอีกด้วย
    ในแถลงสรุปเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนแหล่งที่มาของโควิด-19 ทางการจีนได้แสดงจุดยืนของจีนดังต่อไปนี้ ประการที่หนึ่ง การสืบหาต้นตอของเชื้อโรคเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่จะสามารถระบุด้วยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ถึงแหล่งการแพร่ระบาดจากสัตว์สู่คนของไวรัส และเส้นทางการแพร่ระบาด ไม่มีประเทศใดมีสิทธิ์ที่จะวางอุดมการณ์ทางการเมืองไว้เหนือชีวิตของประชาชน หรือทำให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อใส่ร้ายและโจมตีประเทศอื่น ประการที่สอง ข้อค้นพบและข้อแนะนำจากคณะศึกษาร่วมจีน-องค์การอนามัยโลกนั้นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากประชาคมโลกและนักวิทยาศาสตร์ และควรได้รับความเคารพและนำไปปฏิบัติในทุกภาคส่วน รวมถึงองค์การอนามัยโลกเอง การสืบหาต้นตอของโรคในระดับโลก ในอนาคตจะต้องปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว แทนที่การเริ่มต้นการศึกษาใหม่ ประการที่สาม จีนได้สนับสนุนความทุ่มเทในการสืบหาต้นตอของโรคบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ตลอดมา และจะสนับสนุนต่อไป สิ่งที่จีนต่อต้านคือการทำให้การสืบหานี้เป็นเรื่องของการเมือง หรือเป็นการสืบหาในทิศทางตรงกันข้ามกับมติของสมัชชาอนามัยโลก (WHA) และเพิกเฉยต่อรายงานการศึกษาร่วม ประการที่สี่ เลขาธิการองค์การอนามัยโลกควรปฏิบัติตามมติของสมัชชาอนามัยโลก ดำเนินการต่าง ๆ ผ่านการปรึกษาหารือกับประเทศสมาชิกเกี่ยวกับแผนงานในการสืบหาต้นตอของโรคในระดับโลก และที่สำคัญ แผนงานในการสืบหาต้นตอดังกล่าว ที่เกี่ยวกับบางประเทศอย่างเฉพาะเจาะจงนั้นต้องผ่านการตัดสินใจของประเทศนั้นๆ เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ
    จริงๆ แล้วไวรัสโควิด-19 นั้นไม่รู้จักพรมแดน และไม่ได้แบ่งตามเชื้อชาติ จีนเองก็เป็นเหยื่อของการแพร่ระบาดเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ และประเทศจีนต่างคาดหวังที่จะพบต้นตอของการระบาดของไวรัสและยับยั้งการแพร่ระบาดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อดูจากการแพร่ระบาดและการกลายพันธุ์ในปัจจุบัน ความสำคัญประการแรกคือการเร่งกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 และเพิ่มความร่วมมือในการสืบหาต้นตอจะต้องอยู่บนรากฐานของวิทยาศาสตร์ และการทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องทางการเมืองจะต้องถูกปฏิเสธ จีนจะทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นเพื่อดำเนินการสืบหาต้นตอของโรคในทางวิทยาศาสตร์ และมีส่วนร่วมในชัยชนะของมนุษยชาติต่อ โควิด-19
    ทูตรัสเซียประจำประเทศจีน Andrey Denisov กล่าวที่การแถลงสรุปว่า รัสเซียยืนหยัดที่จะต่อต้านการทำให้การสืบหาต้นตอเป็นเรื่องของการเมือง และสนับสนุนแนวทางแบบพหุภาคีที่ใช้ความร่วมมือและโปร่งใส กลไกขององค์การอนามัยโลกควรดำเนินการสืบหาต้นตอของโรคตามภายใต้การกำหนดของรัฐสมาชิก ปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว และตั้งอยู่บนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มี ทูตโซมาเลียประจำประเทศจีน Awale Kullane สังเกตว่า ข้อค้นพบจากรายงานการศึกษาคณะศึกษาร่วมจีน-องค์การอนามัยโลกนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ การสืบหาต้นตอของไวรัสควรเป็นไปตามมติของสมัชชาอนามัยโลกการต่อสู้กับโควิด-19 นั้นเป็นภาระอันหนักอึ้ง และประชาคมระหว่างประเทศควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก จีนได้ผลิตและจัดหาวัคซีนกว่า 800 ล้านโดสให้กว่า 100 ประเทศ บริจาคเงินกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้กับโครงการ COVAX และจะผลิตและจัดหาวัคซีนอีก 2,000 ล้านโดสในสิ้นปีนี้ นี่คือการทุ่มเทอย่างยิ่งใหญ่เพื่อการต่อสู้กับ โควิด-19 ในระดับโลก


ชีวิตยิ่งกว่าเรื่องการเมือง
ดร.วิรุฬห์ พิชัยวงศ์ภักดี รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางไทย-จีน

การสืบสวนแบบสหรัฐฯเป็นกับดักทางการเมือง

จากข้อพิพาทระหว่าง จีน กับ สหรัฐฯที่ต่างก็เชื่อมั่นว่า เชื้อไวรัส COVID-19 ไม่ได้เกิดจากประเทศของตน ซึ่งต่างก็ได้มีการสั่งให้ตรวจสอบรวมถึงสืบสวนข้อเท็จจริงของแต่ละประเทศโดยจีนก็เชื่อว่าโควิด-19 ไม่ได้หลุดออกมาจากห้องแล็บแน่นอน อาจจะมาจากห้องแล็บที่เป็นของทหารจากสหรัฐอเมริกาก็เป็นได้ ส่วนสหรัฐฯ เอง ก็เชื่อว่าไม่ได้เกิดจากห้องแล็บของทหารจากสหรัฐอเมริกาอีกเช่นกันซึ่งก็ยังคงต้องหาข้อสรุปเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของการระบาดกันต่อไป
    ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลกจะสรุปว่า เชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่น่าจะหลุดออกมาจากแล็บ แต่ก็ไม่ได้ทำให้จีนถูกมองว่าเชื้อไวรัสชนิดเกิดขึ้นที่จีนและแพร่สู่คนเพราะที่จีนมีสถาบันไวรัสวิทยาที่เมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นสถานที่วิจัยเกี่ยวกับไวรัสโดยเฉพาะ แต่ทางจีนเองออกมาตอบโต้ โดยกล่าวถึงสถาบันวิจัยในสหรัฐฯ ที่อาจจะเป็นต้นตอการระบาดก็เป็นได้ หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ของจีนฉบับหนึ่งได้เผยแพร่และพยายามเชื่อมโยงสาเหตุของเชื้อโรคโควิคกับผู้เชี่ยวชาญด้าน
เชื้อไวรัสโคโรนาของสหรัฐฯ คือดร.ราล์ฟบาริคและคณะนักวิจัยที่ฟอร์ต ดีทริค ว่าได้สร้างเชื้อไวรัสโคโรนาที่ติดต่อสู่คนได้โดยมาจากค้างคาว แต่ก็มีการระบุว่างานวิจัยดังกล่าวนั้น ไม่เป็นความจริง ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการส่งจดหมายถึงองค์การอนามัยโลกให้เข้าไปตรวจสอบ 
    บทสรุปของทั้งสองประเทศจะเป็นอย่างไร เราต้องคอยติดตามกันต่อไป เพราะทั้งจีนและสหรัฐฯ ก็ยืนยันแน่นอนว่าสาเหตุไม่ได้เกิดจากประเทศของตนเองอย่างแน่นอนเมื่อโควิด-19 ยังคงแพร่ระบาดไปทั่วโลก จำนวนคนระบาดแต่ละวันในประเทศไทยจำนวน 20,000 คน ขณะที่จำนวนคนระบาดแต่ละวันทั่วโลกเป็นแสนคน  จำนวนวัคซีนที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพในขั้นตอนการรักษาและป้องกันการแพร่ระบาดก็คือการช่วยเหลือการติดตามไวรัสจะช่วยให้เราหาวิธีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อรับมือกับการระบาดใหม่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อลดอัตราการแพร่ระบาดและอัตราการเสียชีวิตหากแต่มิใช่กลายเป็นเครื่องมือขัดขวางความร่วมมือระหว่างประเทศหรือการปราบปรามทางการเมือง ชีวิตมีค่าสูงกว่าการเมือง การแจ้งถึงอัตราการเสียชีวิตในแต่ละวันมิใช่แค่เพียงตัวเลขเท่านั้น หากแต่เป็นประชาชนของประเทศเช่นเดียวกับเราสังคมมนุษย์ในยุคกระแสโลกาภิวัตน์กำลังจะกลายเป็นกลุ่มชุมชนที่แยกออกจากกันไม่ได้ ไวรัสไม่แบ่งแยกประเทศมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะจับมือกันถึงจะชนะไวรัสโควิด-19 ได้
    ประเทศจีนได้เผชิญกับความท้าทายหลายประการตั้งแต่ พ.ศ.2561 รวมถึงสงครามการค้า สงครามชิป การสืบสวนสอบสวนจะเป็นการท้าทายครั้งใหญ่สำหรับประเทศจีน ไวรัสอยู่ร่วมกับการพัฒนาของมนุษย์นับเป็นหลายพันปี การชนะไวรัสหรือโรคติดต่อต้องอาศัยประชาชนโลกร่วมกัน ซึ่งไม่ว่าการให้วัดซีนด้วยเงื่อนไขหรือใช้การเมืองแทรกแซง  การสืบสวนสอบสวนแหล่งที่มาของโควิด-19 จะไม่ได้รับการยอมรับจากสาธารณชนอย่างแน่นอน