background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

นิคมอุตฯเวียดนาม 'ฮอตสปอต' โควิด-19 แห่งใหม่

นิคมอุตฯเวียดนาม 'ฮอตสปอต' โควิด-19 แห่งใหม่

นิคมอุตฯเวียดนาม "ฮอตสปอต" โควิด-19 แห่งใหม่ โดยบริษัทในเครือฟ็อกซ์คอนน์ที่เวียดนาม ยืนยันทำตามนโยบายควบคุมโรคระบาดของรัฐบาลท้องถิ่นในจังหวัดบั๊กซางอย่างเคร่งครัด และการยุติสายการผลิตชั่วคราวส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อย

หลังจากทางการเวียดนามสั่งปิดนิคมอุตสาหกรรม4แห่งทางตอนเหนือของประเทศ เมื่อวันอังคาร(18พ.ค.)ด้วยความหวังว่าจะสกัดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19ไม่ให้แพร่ไปยังนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆจนเกิดความเสียหายแก่สถานะความเป็นศูนย์กลางการผลิตทางด้านอุตสาหกรรมในภูมิภาคของประเทศ

เจ้าหน้าที่ในโฮจิมินห์ ซิตี้ ศูนย์กลางการค้าทางตอนใต้ของประเทศ ระบุว่า เตรียมออกมาตรการใหม่เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสในหมู่พนักงานจำนวนมากได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะในโฮจิมินห์ ซิตี้ มีเขตส่งออกสินค้า นิคมอุตสาหกรรม และนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยีรวม 17แห่ง เป็นที่ตั้งบริษัทต่างๆ 1,500 แห่ง ว่าจ้างพนักงานประมาณ 280,000 คนและมีผู้เชี่ยวชาญประมาณ 2,600 คน

นับตั้งแต่วันปลดแอกกรุงไซง่อน ซึ่งเป็นวันหยุดราชการในช่วงวันที่30 เม.ย.-3พ.ค. ทางการเวียดนามก็เริ่มตรวจหาเชื้อไวรัสต้นตอโรคโควิด-19 ในหมู่คนงานประมาณ 17,000 คน รวมถึงคนงานในบริษัทญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งคือ คนงานกว่า 200 คนที่ทำงานอยู่ที่โรงงานฟูรุกาวะ ออโตโมทีฟ พาร์ท อีก 200 คนที่ทำงานที่โรงงานคิม เมย์ ออร์แกน คัมพานี บริษัทผลิตเข็มเย็บผ้าสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม และอีก 300 คนที่โรงงานไนเด็ก โทซ็อก ซึ่งมีฐานดำเนินงานอยู่ในเขตส่งออกทัน ทวน เอ็กซ์ปอร์ต

นอกจากนี้ ยังมีคนงานจำนวนกว่า 200 คนที่โรงงานผลิตรองเท้าสัญชาติไต้หวันชื่อ“พัวหยวน” หนึ่งในกลุ่มบริษัทรายใหญ่สุดในโฮจิมินห์ ซิตี้ ที่มีคนงานจำนวนกว่า 65,000 คนที่นิคมอุตสาหกรรมทัน เทา อินดัสเตรียล พาร์ค ก็ถูกเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ของเวียดนามนำสารคัดหลั่งไปตรวจสอบด้วยเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ในโฮจิมินห์ ซิตี้ บอกว่า นอกจากตรวจร่างกายของพนักงานที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งแล้ว ทางการยังตรวจสอบตามโรงพยาบาลและสถาบันอื่นๆ โดยที่ผ่านมา ได้ตรวจร่างกายประชาชนเพื่อหาเชื้อไวรัสมฤตยูตัวนี้ไปแล้วจำนวนกว่า 34,000 คน

เมื่อวันอังคาร คณะกรรมาธิการประชาชนประจำจังหวัดบั๊กซาง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม ที่อยู่ห่างจากกรุงฮานอยไปทางเหนือประมาณ 60 กิโลเมตร ประกาศปิดนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 4 แห่ง ในจำนวนนี้ 3 แห่ง เป็นโรงงานของบริษัทฟ็อกซ์คอนน์ หนึ่งในผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างน้อย 14 วันนับตั้งแต่วันอังคารเป็นต้นไป

“บริษัทในเครือของเราได้ดำเนินการตามนโยบายควบคุมโรคระบาดของรัฐบาลท้องถิ่นในจังหวัดบั๊กซาง ประเทศเวียดนามอย่างเคร่งครัด ซึ่งการยุติสายการผลิตชั่วคราว 14 วันนี้ส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อบริษัท” แถลงการณ์ของฟ็อกซ์คอนน์ ระบุ

รายงานระบุว่า ฟ็อกซ์คอนน์ได้ย้ายสายการผลิตไอแพดและแม็คบุ๊คบางส่วนจากจีนไปยังเวียดนามตามข้อเรียกร้องของบริษัทแอ๊ปเปิ้ล เนื่องจากแอ๊ปเปิ้ลต้องการกระจายการผลิตเพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

แต่คณะกรรมการฯระบุว่า อาจมีการขยายระยะเวลาปิดพื้นที่ดังกล่าวขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดว่าจะรุนแรงและสามารถควบคุมได้แค่ไหน

จังหวัดบั๊กซางกำลังเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ในเวียดนาม ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่นี่เป็นคนงานในโรงงานหลายแห่ง และนับตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย. จนถึงวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา จังหวัดบั๊กซางมีผู้ป่วยสะสมจำนวน 476 คน

ปัจจุบัน เวียดนามมีผู้ติดเชื้อสะสมจากโรคโควิด-19 อย่างน้อย 4,512 คน เสียชีวิตสะสมอย่างน้อย 37 ราย โดยยังมีผู้ติดเชื้อที่ต้องรักษาตัวอยู่ในระบบอีกอย่างน้อย 1,788 คน

“เพื่อกำจัดฮอทสปอตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บริษัทต่างๆต้องยอมยุติสายการผลิตชั่วคราวประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ แม้บริษัทในนิคมอุตสาหกรรมจะแสดงความวิตกกังวลว่าการยุติสายการผลิตจะทำให้ขาดทุนและก่อต้นทุนทางธุรกิจเพิ่มขึ้นก็ตาม ”แถลงการณ์จากทางการจังหวัดบั๊กซาง ระบุ

ในจังหวัดบั๊กซาง มีนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด 6 แห่ง มีคนงานทำงานจำนวนกว่า 240,00 คนและนิคมแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่เป็นที่พักอาศัยของประชาชนทั่วไปและติดกับทางหลวงหลายเส้นทางของประเทศทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าอาจจะทำให้มีผู้ติดเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

แม้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเวียดนามยังน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่นและอินเดียแต่ทางการเวียดนามก็พยายามดำเนินมาตรการต่างๆเพื่อป้องกันไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดหนักจนแก้ไขไม่ทัน โดยเฉพาะช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่เปราะบางทีมีการระบาดของไวรัสกลายพันธุ์

นายกรัฐมนตรีฝ่าม มินห์ จินห์ ที่เพิ่งขึ้นมาดำรงตำแหน่งเมื่อเดือนเม.ย.ต้องรับช่วงต่อในการบริหารประเทศโดยมีเป้าหมายควบคู่กันไปทั้งกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้ตามเป้าและควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19ให้ได้

แต่“ฮา ฮวง ฮอป” สมาชิกอาวุโสจากสถาบันยูซุป อิสฮัก ให้ความเห็นว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19ที่เกิดในนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดบั๊กซาง จะไม่รุนแรงจนทำให้ต้องปิดนิคมอุตสาหกรรมทั้ง6แห่ง และปัญหาการระบาดนี้จะไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อกรุงฮานอยที่เป็นเมืองหลวง ขณะนี้กรุงฮานอยพยายามฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19แก่ประชาชนให้ได้มากที่สุด รวมทั้งการฉีดวัคซีนให้แก่คนงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆด้วยเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”