ปี 2563 เป็นปีแห่งความหฤโหดราวกับว่าภาพยนตร์ฮอลลีวูดว่าด้วยวันสิ้นโลกกำลังจะเป็นจริง แต่เว็บไซต์ฟอร์บส์ รายงานว่า ณ ห้วงเวลาอันยากลำบากนี้ผู้หญิงอาจพลิกวิกฤติเป็นโอกาสก็ได้
ฟอร์บส์อ้างรายงานฉบับหนึ่งของแมคคินซีย์ บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการทำไว้เมื่อเดือน ก.ย.2563 เน้นย้ำว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มลาออกหรือไม่ก้าวหน้าในการงานอาชีพมากกว่าผู้ชาย 1.3 เท่าในช่วงที่โควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก โดยเฉพาะคนที่มีลูก หญิงสูงวัย และหญิงผิวดำ นี่คือ 5 เทรนด์น่าจับตาที่กำลังขับเคลื่อนอนาคตผู้หญิงทำงาน
1. ระบบอัตโนมัติเดินหน้าต่อ
เทรนด์นี้จะนำความท้าทายใหม่มาให้ผู้หญิง รายงานอีกฉบับหนึ่งของแมคคินซีย์ระบุว่า ในเขตเศรษฐกิจที่เติบโตเต็มที่ ผู้หญิงคิดเป็นกว่า 70% ของพนักงานสนับสนุนด้านธุรการโดยเฉลี่ย และคิดเป็นกว่า40% ในเขตเศรษฐกิจเกิดใหม่ ระบบอัตโนมัติจะเข้ามาทดแทนงานธุรการ เสมียน และงานไม่ต้องใช้ทักษะเป็นกลุ่มแรก ผู้หญิงจึงได้รับผลกระทบไปเต็มๆ
2. การขายแบบบีทูบีเอื้อต่อผู้หญิง
บีทูบี (Business-to-Business) หมายถึง ธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการ ให้กับลูกค้าองค์กร ไม่ใช่คนธรรมดาเป็นรายคน รายงานเมื่อปี 2562 ของ Xactly บริษัทให้บริการซอฟท์แวร์การขาย พบว่า 86% ของผู้หญิงทำยอดขายได้ตามโควตา เทียบกับผู้ชายทำได้ 78%
ถึงวันนี้ผู้ซื้อสินค้าได้รับข้อมูลมากขึ้นเนืื่องจากความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลพวกเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาข้อมูลจากพนักงานขายอีกต่อไป แต่ต้องการมูลค่าเพิ่มจากพนักงานขายนอกเหนือจากที่ลูกค้าหาได้เอง พวกเขามองหาอำนาจอิสระ ความโปร่งใสและการทำงานร่วมกันมากขึ้น ความคาดหวังเหล่านี้ไปกันได้ดีกับความสามารถและความแข็งแกร่งของผู้หญิง
พนักงานขายดีเด่นเพศหญิงแตกต่างจากชายตรงที่ พวกเธอเน้นสร้างความสัมพันธ์อันยั่งยืน เข้าใจลูกค้าและช่วยกันหาทางออกได้มากกว่า สอดคล้องกับโปรไฟล์ของผู้ซื้อรายใหม่ ซึ่งองค์กรก็เริ่มรับทราบในเรื่องนี้แล้ว
3. ผู้หญิงวัย 40 ทำให้ออฟฟิศสดชื่น
องค์กรกำลังตื่นตัวพิจารณาความสามารถมากกว่าเพศ แกนหลักในการทำงานเกิดขึ้นจากความหลากหลายและมีผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขา การเติบโตในอาชีพของผู้หญิงอยู่ในขาขึ้นแม้จะช้าแต่ก็เดินหน้าต่อเนื่อง
แน่นอนว่า ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นความเสมอภาคทางเพศในระดับผู้นำองค์กร แต่ก็ไม่ช้าเกินไปหากองค์กรเริ่มประเมินคุณค่าโครงสร้างเสียใหม่ โดยปกติแล้วผู้หญิงมักจะหยุดทำงานในวัย 30 เพื่อให้ความสำคัญกับครอบครัวจึงควรพิจารณาผู้หญิงวัย 40 ที่ลูกๆ เข้ามหาวิทยาลัยกันแล้ว ผู้หญิงเก่งหลายคนมีแนวโน้มเกิดและขึ้นถึงจุดสูงสุดในอาชีพการงานโดยไม่มีภาระมาฉุดรั้งในวัย 40
ผู้หญิงเหล่านี้พร้อมคว้าอนาคตตนเองด้วยความสามารถและยึดพื้นที่ที่พวกเธอสมควรได้รับ
ส่วนผู้หญิงวัย 30 ที่พักงานไปมีครอบครัวขอให้ตระหนักในข้อนี้ และรักษาความเชี่ยวชาญของตนไว้ ติดตามการเปลี่ยนแปลงในสายงานตลอดเวลา ถ่ายทอดความรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย บทความ หรือบล็อกเพื่อให้สังคมมองเห็นผลงาน พร้อมรักษาเครือข่ายและปรับทักษะอยู่เสมอ
4. เป็นผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น
รายงานปี 2562 ของอเมริกันเอกซ์เพรส ศึกษาธุรกิจที่ผู้หญิงเป็นเจ้าของระหว่างปี 2557-2562 พบว่าเพิ่มจำนวนขึ้น 21%ขณะที่ธุรกิจทั้งหมดเพิ่มขึ้นเพียง 9% เหตุผลอธิบายว่าทำไมในอนาคตผู้หญิงทำธุรกิจมากขึ้นมีหลายข้อ เช่น เข้าถึงองค์ความรู้การเป็นผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น บริษัทและสถาบันการศึกษาหลายแห่งให้ความสำคัญกับบทบาทการเป็นผู้ประกอบการของผู้หญิง
ก่อนหน้านี้ผู้หญิงหลายคนในสถานประกอบการขาดบุคคลต้นแบบและผู้ชี้แนะ แต่ตอนนี้ผู้ประกอบการหญิงทั่วโลกพบว่าตนเองอยู่ในชุมชนยิ่งใหญ่ ที่มีโครงการสนับสนุนผู้หญิงอย่างแข็งขัน
ในนั้นมีทั้งผู้ชี้แนะ โค้ช บุคคลต้นแบบหญิง ที่สามารถแนะนำ สร้างแรงบันดาลใจ มีอิทธิพล และให้การศึกษาผู้หญิงด้วยกันถึงวิธีทำธุรกิจ ยิ่งมีทางเลือกในการหาทุนมากขึ้นก็ยิ่งดึงดูดผู้หญิงเข้ามาเป็นผู้ประกอบการเดี่ยว ผู้ประกอบการชั่วคราว (ทำธุรกิจสัปดาห์ละไม่ถึง 20 ชั่วโมง) เป็นเจ้าของบริษัทเล็กๆ หรือธุรกิจเงินล้าน
5. อาชีพสเต็มเติบโต
สเต็ม (STEM) ย่อมาจากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ รายงานฉบับหนึ่งของยูเนสโก เผยแพร่เมื่อเดือน พ.ค.2563 กล่าวว่า ผู้หญิงคืออนาคตของสเต็ม ภาคเทคโนโลยีมีผู้หญิงเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ความสำเร็จของพวกเธอในการจัดการคนและโครงการด้านเทคโนโลยีมีให้เห็นอยู่แล้ว
ภาคธุรกิจยอมรับผู้หญิงว่ามีบทบาทในแวดวงเทคโนโลยี และปัจจัยด้านเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนรูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้หญิงมากขึ้น เชื่อกันว่าในอนาคตสเต็มจะกระตุ้นให้ผู้หญิงเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมนี้เพิ่มขึ้นอีก
ในเวลาเดียวกันผู้หญิงต้องมองเห็นคุณค่าว่าสเต็มเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพ ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งของไมโครซอฟท์ชี้ว่า ผู้หญิงไม่ได้มองเทคโนโลยีว่าเป็นอาชีพที่ส่งผลบวกต่อโลกได้ จึงถึงเวลาแล้วที่ผู้หญิงต้องเปิดรับเส้นทางอาชีพใหม่ที่ไม่ได้อิงกับเงื่อนไขเพศสภาพเหมือนเดิม
ฟอร์บส์สรุปว่า “อนาคตคือผู้หญิง” จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อผู้หญิงเชื่อในความสามารถและความเข้มแข็งของตน ไม่ท้อถอยเพราะความเชื่อเรื่องข้อจำกัดของเพศ ไม่ว่าแนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือการพัฒนาตนเองอยู่เสมอไม่ยึดติดกับสถานภาพเดิม ลงทุนในตัวเองเพิ่มความรู้ความสามารถ เรียนรู้จากผู้ชี้แนะ โค้ช และบุคคลต้นแบบ ที่สำคัญที่สุดคือสร้างชุมชนที่ผู้หญิงเอื้ออำนาจให้กับผู้หญิงด้วยกัน





