เจาะลึกเรื่องราวของ "โตโจ ฮิเดกิ" ผู้กำหนดชะตาญี่ปุ่นให้แพ้สงครามที่ทำสงครามในจีน ทั้งๆ ที่มีการวางแผนระยะยาวเป็นอย่างดี (ตอนที่ 1)
ผู้คนส่วนใหญ่ ทราบว่าจีนทำสงครามกับญี่ปุ่น แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่า ญี่ปุ่น ไม่เคยยอมรับอย่างเป็นทางการเลยว่า กองทัพญี่ปุ่นที่ทำสงครามในจีนเป็นการรุกราน ทั้งๆ ที่สถานที่ทำสงครามไม่ใช่ประเทศของตนเอง
ในปี 2020 อิจิโนะเสะ โตชิยะ (一ノ瀬俊也) แห่งมหาวิทยาลัยไซตามะ ได้เขียนชีวประวัติของโตโจ ฮิเดกิ และได้บรรยายถึงวิวัฒนาการของโตโจและ พวกที่นำพาญี่ปุ่นไปสู่การแพ้สงคราม ทั้งๆ ที่มีการวางแผนระยะยาวเป็นอย่างดี เพื่อมุ่งไปสู่ชัยชนะในที่สุดแม้แต่กับสหรัฐ
- ก. พื้นฐาน
โตโจ ฮิเดกิ เกิดวันที่ 30 ก.ค.1884 ในตระกูลชาวเมืองโมริโอกะ บิดาเป็นนายทหารยศพันตรี ตำแหน่งรองเสนาธิการ ในการทำสงครามกับจีนระหว่างปี 1894-1895 โตโจพยายามสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยทหารบก แต่ล้มเหลวถึง 2 ครั้ง โอบาตะ โตชิโร (小畑敏四郎) จึงได้จัดติวโตโจที่บ้านของเขาเองร่วมกับโอกามูระ ยาสุยิ (岡村寧次) และนากาตะ เท็ดซัน (永田鉄山) จนสามารถสอบเข้าได้ ในปี 1912 พวกเขาจึงเป็นเพื่อนรักกัน และทำงานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการกำหนดทิศทางหลักของกองทัพบกญี่ปุ่น กล่าวกันว่าในปี 1921 พวกเขาทำสัญญาลับกันที่เมืองบาเดนบาเดนของเยอรมนี ในอันที่จะถอนรากถอนโคนอิทธิพล โจชูและสัทสุมะในกองทัพบก
สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้โตโจตระหนักในความสำคัญของเศรษฐกิจที่มีต่อการทำสงครามจนกลายเป็นแนวคิดของพวกเขาว่า การทำสงครามจะต้องระดมสรรพกำลังในชาติจึงจะได้รับชัยชนะในระหว่างปี 1914-1924 ญี่ปุ่นได้ส่งคณะ
ดูงานในยุโรปถึง 220 คน โดยแบ่งเป็นเยอรมนี 55 คน เพื่อดูงานทหารราบ ฝรั่งเศส 65 คน เพื่อดูงานทหารปืนใหญ่ หลังจากกลับจากเยอรมนีแล้ว โตโจได้เป็นอาจารย์ที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก โตโจมีความเห็นว่าการทำสงครามจะต้องมีการประสานของนโยบายทางทหารและทางการเมืองที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น เยอรมนีใช้เรือดำน้ำจมเรือในมหาสมุทรแอตแลนติกมากไปจนสหรัฐเข้าร่วมสงคราม สงครามด้วยสรรพกำลัง (総力戦/ โซริอ๊กเซน) หมายถึงอาวุธ อุปกรณ์ลำเลียงวัตถุดิบอย่างเหล็กถ่านหิน การจัดหาวัตถุดิบจึงหนีไม่พ้นแมนจูเรีย มองโกเลีย และภาคเหนือของจีน และเป็นแนวคิดทั่วไปในกองทัพญี่ปุ่นอยู่แล้ว
หลังจากกลับจากยุโรปในปี 1927 แล้วนากาตะ โอบาตะ โอกามูระ และโตโจได้เข้าร่วมกลุ่มพบปะเป็นประจำที่เรียกว่า ฝุตาบะไค (二葉会) ซึ่งประกอบด้วย นายทหารระดับกลางที่จบโรงเรียนนายร้อยทหารบกรุ่นที่ 15-18 ส่วนนักเรียนนายร้อยรุ่นที่ 21-24 รวมกลุ่ม ที่เรียกว่า โมซุโยไค/กลุ่มวันพฤหัส (木曜会)
ในการประชุมครั้งที่ 3 ของโมซุโยไค โตโจ ได้กล่าวว่า การตระเตรียมเพื่อสงครามในทางทหารนั้น เป้าหมายระยะแรกก็คือการจัดตั้งอำนาจปกครองในแมนจูเรียและมองโกเลีย เพื่อทำสงครามกับรัสเซียเป็นหลัก แต่ว่าการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับการเข้าร่วมของสหรัฐก็จำเป็นเช่นเดียวกัน ในระหว่างนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องสงครามกับจีน เพียงแต่มีเป้าหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรเท่านั้น ส่วนทางด้านอังกฤษนั้น สามารถแลกเปลี่ยนด้วยผลประโยชน์อย่างอื่นได้ ที่จริงแล้วกลุ่มฝุตาบะไคเริ่มต้นด้วยการพูดเรื่องสัพเพเหระ แต่มาพูดเรื่องของบ้านเมืองใน
ภายหลังตัวประธานคือโคโมโตะ ไดซากุ (河本大作) นักเรียนนายร้อย รุ่นที่ 15 ซึ่งเป็นผู้บงการการวางระเบิด ฆ่านายพลจางโซหลิน ขุนศึกผู้ครอง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โอกามูระเข้าร่วมกับโมซุโยไค ในปี 1928 และถกเถียงถึงปัญหาของทหารที่มี รายได้อยู่อย่างลำบากภายใต้สภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับอาชีพอื่นแล้วแย่กว่ากันมาก นายทหารที่ออกจากราชการแม้ว่าจะได้บำเหน็จ ก็มีชีวิตอยู่ได้ลำบาก หางานใหม่ก็ไม่ได้ด้วยประสบการณ์ใช้ไม่ได้ในภาคเอกชน เมื่อเป็นเช่นนี้ฝ่ายทหารจึงมีความจำเป็นต้องได้งบประมาณมา เพื่อให้ทหารเติบโตได้ การทำสงคราม จึงเป็นวิถีทางหนึ่ง ทุกคนพากันฝันเฟื่องจินตนาการโดยไม่ได้คิดถึง ความระทมทุกข์ของการแพ้สงครามแม้แต่น้อย ในปี 1929 พวกเขาจึงประชุมลับเพื่อหา มาตรการให้มีการใช้กำลังกับแมนจูเรีย
เนื่องจากการวางระเบิดจางโซหลิน เกิดจากการกระทำของทหารบก ความจริงเบื้องหลังจึงเปิดเผยไม่ได้เนื่องจากจะทำให้กองทัพเสียหายอย่างมาก โอกามูระ นากาตะ และโตโจจึงพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ไขเหตุการณ์นั้น
วันที่ 16 พ.ค.1929 ฝุตาบะไคกับโมซุโยไครวมกันเรียกชื่อใหม่ว่า อิสเซกิไค (一夕会) และมีมติ 3 เรื่องคือ 1) การรื้อระบบบุคลากรกองทัพบก 2) การผลักดันนโยบายทุกด้าน และ 3) การให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาแมนจูเรียและมองโกเลีย เรื่องบุคลากรจะพยายามผลักดันสมาชิกในกลุ่มให้ได้ควบคุมตำแหน่งสำคัญและให้โตโจในฐานะอาจารย์โรงเรียนนายร้อยพยายามกีดกันไม่ให้ชาวโจชูเข้ามาเรียน
- ข. แผนชั่วในจีน
วันที่ 18 ก.ย.1931 อิตางากิ เซอิชิโร่ (板垣征四郎) และอิชิฮารา คันยิ (石原莞爾) แห่งกองกำลังคันโตในแมนจูเรียได้ใช้ข้ออ้างว่า ฝ่ายจีนวางระเบิดทางรถไฟ ทำการเคลื่อนกำลังปฏิบัติการทางทหารเพื่อสะกดกองกำลังของขุนศึกในแมนจูเรีย ญี่ปุ่นเรียกเหตุการณ์นี้ว่า มันชูยิเฮน (満洲事変) ฝ่ายจีนเรียกว่า เหตุการณ์ 9.18 (九一八事変)
โปรดสังเกตว่า ญี่ปุ่นใช้คำว่า 事変 ซึ่งแปลว่า “เหตุการณ์พลิกผัน” อยู่เสมอเพื่อหลีกเลี่ยงสถานะที่ตัวเองเป็นฝ่ายกระทำผู้อื่น ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงในทุกครั้งก็เป็นเช่นนั้น)
โตโจและพวกประชุมในวันที่ 21 เพื่อวางมาตรการรับสถานการณ์ในแมนจูเรีย และมองโกเลีย เพื่อให้กองกำลังคันโตเปิดปฏิบัติการที่ฝ่ายญี่ปุ่นได้เปรียบ ข้อสรุปที่ได้ คือด้วยเงื่อนไขตั้งต้นที่จะสถาปนาแมนจูเรีย ให้เป็นประเทศอิสระในที่สุด ในสถานการณ์ อย่างนี้การจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นอิสระจะต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่มีทางเลือกอื่น การรักษาบูรณภาพแห่งคาบสมุทรเกาหลี และการรักษาสิทธิประโยชน์ในแมนจูเรีย หมายถึงจะต้องเตรียมการทำสงครามกับรัสเซีย แม้ว่าโอกามูระจะไม่เคยคิดที่จะให้แมนจูเรียเป็นอิสระมาก่อน แต่ก็จำเป็นต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่
แต่ว่ากองกำลังคันโตต้องการจะไปให้ถึง “ประเทศแมนจูเรีย” โดยที่ไม่พิจารณาการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นอิสระเลย เพราะว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เป็นพฤติกรรมโดยตรงที่แยกจากสำนักงานของรัฐบาลญี่ปุ่นในแมนจูเรียและขัดกับข้อกำหนดของสันนิบาตชาติที่กำหนดให้ชนชาติมีสิทธิตัดสินใจเอง และไม่ยอมรับการทำสงครามรุกราน อีกทั้งจะต้องเคารพต่ออธิปไตยเหนือดินแดนของจีนด้วยตาม สนธิสัญญาวอชิงตันปี 1922 ถ้าหากทำให้เป็นประเทศอิสระแล้วก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าชาวจีนแยกตัวกันเองภายใน และไม่ใช่การปฏิเสธสนธิสัญญาระหว่างประเทศและการกำหนดอนาคตเองของชนชาติ
นอกจากนี้ญี่ปุ่นจะต้องไม่รับรองประเทศเกิดใหม่โดยทันที เนื่องจากจะถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีนให้กลุ่มกบฏตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล ที่ชอบด้วยกฎหมายของจีน เพียงแต่ให้ทำสัญญาลับๆ กับประเทศเกิดใหม่ให้ได้ผลเหมือนๆ กันก็เพียงพอแล้ว
ทั้งกองกำลังคันโตและสำนักงานเสนาธิการทหารต่างตระหนักว่า มันชูยิเฮน เป็นสิ่งที่ขัดกับสนธิสัญญา 9 ประเทศ ดังนั้นจึงต้องมีเหตุผลที่ฟังได้พอสมควร เพื่อจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้รุกรานและโตโจเองก็คิดหนักทุกครั้งในการกระทำการใดในภายหลัง ฝ่ายกองทัพเอง ก็พยายามโอนอ่อนตามรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้เหตุการณ์บานปลาย และพยายามควบคุมกำกับกองกำลังคันโต พระจักรพรรดิเองก็รับสั่งกับกองกำลังคันโตโดยอ้อมๆ ว่า ให้หยุดพฤติกรรมเช่นนั้นเสีย
วันที่ 1 มี.ค.1937 ได้รับตำแหน่งเป็นเสนาธิการทหารของกองกำลังคันโต โตโจ ไม่เพียงแต่วางแมนจูเรียเป็นแหล่งระดมสรรพกำลังของประเทศและอุตสาหกรรมทางทหารเท่านั้น แต่ยังวางไว้เป็นฐานของการเตรียมเพื่อสงครามในอนาคต นอกจากนี้กองกำลังคันโตยังมีความพยายามอย่างจริงจังที่จะ ก้าวเข้าไปในบริเวณทางเหนือของจีน หรือหัวเป่ย (華北) ที่มีทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ โดยได้เข้าไปจัดตั้งรัฐบาลท้องถิ่นปกครองตนเอง จี้ตงในเมืองทงโจว (通州) ของเหอเป่ยและ เรียกบริเวณนี้ว่า “เทียบเท่าแมนจูเรีย” ตั้งแต่เดือน ธ.ค.1935
[ติดตามตอนต่อไป]





