วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘อาหารริมทางสิงคโปร์’จากหยาดเหงื่อสู่มรดกโลก

‘อาหารริมทางสิงคโปร์’จากหยาดเหงื่อสู่มรดกโลก ซึ่งสำหรับพ่อค้าแม่ค้า นี่คือการยอมรับความทุ่มเททำงานฝีมืออันเยี่ยมยอดและการอุทิศตัวต่อมรดกอาหารสิงคโปร์อันอุดมสมบูรณ์ของพวกเขา

ปลาบปลื้มกันถ้วนหน้าเมื่อองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) รวมวัฒนธรรมอาหารริมทางในสิงคโปร์ เข้าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ หลังจากที่สิงคโปร์ยื่นขอให้วัฒนธรรมดังกล่าวได้รับการยกย่องจากยูเนสโกเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน

เว็บไซต์สเตรทส์ไทม์สรายงานว่า กระบวนการรับรองกระทำผ่านการประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 15 ในระบบออนไลน์เมื่อคืนวันพุธ (16 ธ.ค.) คณะกรรมการนานาชาติ 24 คน มีมติเอกฉันท์ยอมรับคำขอของสิงคโปร์ กระบวนการใช้เวลาเพียง 3 นาที หลังจากคณะกรรมการมรดกแห่งชาติ สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และสมาพันธ์สมาคมพ่อค้าสิงคโปร์ทำงานหนักกันมาเกือบ 3 ปี ปรากฏว่าสิงคโปร์สอบผ่านในทุกเกณฑ์จึงไม่ต้องอภิปรายกันให้มากความ

ความสำเร็จครั้งนี้หมายความว่า สิงคโปร์มีมรดกทางวัฒนธรรมอันจับต้องไม่ได้เป็นครั้งแรก จาก 463 รายการของยูเนสโก ร่วมกับมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศอื่นๆ อาทิ โยคะในอินเดียและเบียร์เบลเยียม ทั้งยังเป็นมรดกโลกรายการที่ 2 ของประเทศที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากยูเนสโก ต่อจากสวนพฤกษศาสตร์เมื่อปี 2558

สิงคโปร์ให้สัตยาบันสนธิสัญญายูเนสโกว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมอันจับต้องไม่ได้ในปี 2546 ส่วนหนึ่งของแผนแม่บทฉบับแรกเกี่ยวกับงานด้านพิพิธภัณฑ์และมรดกสิงคโปร์ การลงนามในสนธิสัญญาทำให้สิงคโปร์สามารถเสนอมรดกทางวัฒนธรรมอันจับต้องไม่ได้ให้ยูเนสโกพิจารณาขึ้นบัญชี และเป็นการส่งสัญญาณว่าสิงคโปร์จะรับผิดชอบดูแลวัฒนธรรมอันมีชีวิตของตน

เม.ย.2561 คณะกรรมการมรดกแห่งชาติ ร่วมกับชาวสิงคโปร์ จัดทำบัญชีมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้กว่า 50 รายการ เช่น getai (การแสดงดนตรีในเทศกาลผี) การแสวงบุญไปเกาะคูซู และวัฒนธรรมอาหารริมทาง

ส.ค.2561 นายกรัฐมนตรีลี เซียนหลุง ประกาศระหว่างกล่าวสุนทรพจน์วันชาติว่า สิงคโปร์จะเสนอวัฒนธรรมอาหารริมทางต่อยูเนสโก โดยเรียกศูนย์อาหารริมทางว่า ห้องอาหารชุมชนของสิงคโปร์

มี.ค.2562 สิงคโปร์ยื่นเอกสารให้ยูเนสโกพิจารณา ประกอบด้วยแบบฟอร์ม คลิปวีดิโอ ความยาว 10 นาที และภาพแสดงวัฒนธรรมอาหารริมทาง 10 ภาพ

พ.ย.2563 คณะกรรมการประเมินประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 12 คน เสนอว่า คณะกรรมการระหว่างประเทศซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ควรรวมวัฒนธรรมอาหารริมทางของสิงคโปร์เข้าเป็นมรดกโลกที่จับต้องไม่ได้ คณะกรรมการชุดใหญ่เห็นชอบตามนั้น หลังจากนี้สิงคโปร์ต้องทำรายงานให้ยูเนสโกทุกๆ 6 ปี แจ้งถึงการดำรงรักษาให้วัฒนธรรมดังกล่าวดำรงอยู่ต่อไป

ยิว เฮียงเหม็ง ประธานสมาพันธ์สมาคมพ่อค้า หนึ่งในหน่วยงานที่ร่วมผลักดันกล่าวว่า ความสำเร็จที่ได้ช่วยส่งเสริมศักดิ์ศรีของร้านอาหารเล็กๆ ให้ประจักษ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“สำหรับพ่อค้าแม่ค้า นี่คือการยอมรับความทุ่มเททำงานฝีมืออันเยี่ยมยอดและการอุทิศตัวต่อมรดกอาหารสิงคโปร์อันอุดมสมบูรณ์ของพวกเขา สมาพันธ์ฯจะทำงานกับทางการต่อไปเพื่อหาหนทางชุบชีวิตและรักษาการค้าขายของพ่อค้าแม่ค้าอาหารเหล่านี้ไว้ และดูแลวัฒนธรรมอาหารริมทางให้ดี”

ทั้งประธานาธิบดีฮะลีมะฮ์ ยาคอบ และนายกรัฐมนตรีลี เซียนหลุง ต่างโพสต์เฟซบุ๊คขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประธานาธิบดีระบุว่า วัฒนธรรมอาหารริมทางกำหนดอัตลักษณ์ของชาวสิงคโปร์ในหลายด้าน และมีส่วนสร้างสังคมหลากวัฒนธรรมของสิงคโปร์ ส่วนนายกฯ ลี กล่าวว่า เส้นทางการเสนอชื่อประสบความสำเร็จจนได้

“ขอบคุณมากมายสำหรับพ่อค้าแม่ขายหลายชั่วอายุคน ที่เต็มเติมกระเพาะอาหารและจิตวิญญาณของชาติ การยอมรับครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากหยาดเหงื่อ การทำงานหนัก และยอมอุทิศตัวเพื่ออาชีพของพวกเขา”

คำประกาศของยูเนสโกถือเป็นพัฒนาการถูกช่วงเวลาของการค้าอาหารริมทางสิงคโปร์ ที่ระยะหลังพบว่าหาคนหนุ่มสาวมาสืบทอดกิจการได้ยากเต็มที เพราะงานนี้ต้องทำหน้าเตาร้อนๆ ในครัวแคบยาวนานถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน

รัฐบาลสิงคโปร์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจจัดโครงการฝึกงานและให้เงินอุดหนุน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้พ่อค้าแม่ค้าหนุ่มสาว ผลการสำรวจพบว่า นับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมาอายุเฉลี่ยของผู้ค้าหน้าใหม่ต่ำกว่า 46 ปี ขณะที่อายุเฉลี่ยผู้ค้าทั่วประเทศยังอยู่ที่ 59 ปี