วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กระแสสร้างโลกสีเขียวทำ'ทองแดง-นิกเกิล'ขาดตลาด

ความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและการที่แหล่งพลังงานรวมทั้งรถยนต์หันไปใช้พลังงานเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดคำถามหนึ่งในตลาดโลหะสำคัญที่ถูกนำไปใช้ในรูปแบบที่ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมว่า "จะมีโลหะเพียงพอหรือไม่"

ช่วงเดือนที่ผ่านมา เป็นช่วงเดือนที่ทั่วโลกเต็มไปด้วยกระแสรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยในช่วงปลายเดือนต.ค.รัฐบาลปักกิ่งประกาศแผนเลิกใช้รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิมและให้รถยนต์ที่จำหน่ายในจีนเป็นรถรุ่นใหม่ใช้เครื่องยนต์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด โดยเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและเป็นรถยนต์ไฮบริดแบบปลั๊ก-อิน ภายในปี 2578

ขณะที่ชัยชนะของโจ ไบเดน ในศึกเลือกตั้งสหรัฐเมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมาอาจจะนำความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาสู่นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ ชาติเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลกหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงสภาพอากาศที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพราะก่อนวันเลือกตั้ง ไบเดน ให้คำมั่นว่าจะผลักดันแผนสร้างพลังงานสะอาดมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์

เช่นเดียวกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่ให้สัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือศูนย์ภายในปี 2593 และการทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ต้องรวมเอาโลหะที่สนับสนุนเทคโนโลยีสีเขียวเข้าไว้ด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น มีการใช้ทองแดงในกระบวนการผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดพลังงานในรูปแบบที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ อาทิ แผงพลังงานแสงอาทิตย์ โดยรถไฟฟ้าใช้ทองแดงประมาณ 90 กิโลกรัมต่อหน่วยเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้แก๊สในปริมาณ 15 กิโลกรัม

ส่วนนิกเกิ้ลและโคบอลต์ถูกนำมาใช้ในการผลิตแบตเตอรี่เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและมีเสถียรภาพ ส่วนอลูมิเนียมทำให้น้ำหนักรถทั้งคันเบาขึ้นเมื่อต้องขับขี่ในระยะทางไกลขึ้น ส่วนแพลทินัมทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากเซลล์เชื้อเพลิง

ด้วยแนวโน้มดังกล่าว ทำให้มีการคาดการณ์ในตลาดว่า ความต้องการโลหะเหล่านี้จะเพิ่มขึ้น โดยมาซารุ ชิโอมิ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน(ซีเอฟโอ)จากสุมิโตโมะ คอร์ป ซึ่งเป็นเจ้าของเหมืองนิกเกิ้ลในมาดากัสการ์ ให้ความเห็นว่า “การส่งเสริมให้ใช้รถยนต์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของจีนสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมหาศาลแก่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและแนวโน้มนี้จะช่วยเร่งความเร็วในการขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าให้แพร่หลายมากขึ้น ที่สำคัญมูลค่าของนิกเกิ้ลจะไม่เหมือนเดิมแต่จะทะยานขึ้นไปอีก”
มีการประเมินกันว่า ความต้องการนิกเกิ้ลสำหรับอุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรีรถยนต์จะขยายตัวประมาณ 10 เท่าภายในปี 2573 เป็นประมาณ 1 ล้านตันเมื่อเทียบกับปี 2563 ส่วนความต้องการทองแดงสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์จะเพิ่มขึ้นสองเท่าตัวในปี 2583 เป็น 8.6 ล้านตันเมื่อเทียบกับปี 2562

บรรดาเทรดเดอร์ มีความเห็นว่า แนวโน้มดังกล่าวทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าบรรดาลูกค้าจะแห่สั่งซื้อโลหะเหล่านี้และขอให้เพิ่มการจัดซื้อเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีโลหะเพียงพอกับความต้องการ

“เราคาดการณ์ว่าในช่วงปี2567 ทองแดงจำขาดตลาด”เทรดเดอร์รายหนึ่งคาดการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของเทรดเดอร์นิกเกิ่้ลรายหนึ่งในญี่ปุ่น ที่กังวลเรื่องนี้เช่นกัน โดยคาดการณ์ว่า นิกเกิ้ลจะขาดตลาดในช่วงกลางทศวรรษ 2020 หรือประมาณปี 2567-2569