วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บลูมเบิร์กยก‘นิวซีแลนด์’แชมป์ฟื้นตัวโควิด

บลูมเบิร์กศึกษาการฟื้นตัวจากโควิด-19ของ 53 ชาติ พบประเทศเหลื่อมล้ำน้อยฟื้นตัวดี นิวซีแลนด์ฟื้นตัวดีสุด ไทยติดอันดับ 15

รายงาน “สถานที่ดีสุด/แย่สุดในการฟื้นตัวจากโควิด” จัดทำโดยบลูมเบิร์ก พิจารณาจากจำนวนผู้ติดเชื้อ อัตราการเสียชีวิต ความรุนแรงของมาตรการล็อกดาวน์ คาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) สำรวจใน 53 ชาติ ที่มูลค่าเศรษฐกิจสูงกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ พบว่า นิวซีแลนด์ฟื้นตัวจากโควิดเป็นอันดับ 1 ตามด้วย ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และฟินแลนด์

ประเทศในอันดับท้ายสุดของตาราง ได้แก่ เม็กซิโก อาร์เจนตินา เปรู เบลเยียม และสาธารณรัฐเช็ก

คณะผู้ศึกษาพบว่า เขตเศรษฐกิจก้าวหน้าอย่างสหรัฐและสหราชอาณาจักร (ยูเค) ที่ก่อนปี 2563 เคยได้รับการจัดอันดับว่าเตรียมการรับมือโรคระบาดมากที่สุด กลายเป็นว่าติดเชื้อโควิด-19 จำนวนมากซ้ำแล้วซ้ำอีก จนต้องกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูง

นิวซีแลนด์ที่ครองอันดับ 1 ของบลูมเบิร์กมีผู้ติดเชื้อแค่ 2 คนต่อเดือนต่อประชากร 100,000 คน และเสียชีวิต 5 คนต่อประชากร 1 ล้านคน

รายงานระบุว่า โดยทั่วไปชาวนิวซีแลนด์ใช้ชีวิตในโลกที่ไม่มีโควิด “ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีการติดเชื้อในประเทศเพียงไม่กี่ราย สามารถจัดงานรวมคนขนาดใหญ่และงานแสดงดนตรีได้แล้ว” รายงานระบุด้วยว่าแม้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนิวซีแลนด์จะเสียหายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลนายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์นได้ทำข้อตกลงซื้อวัคซีนแล้ว 2 รายการ หนึ่งในนั้นคือจากไฟเซอร์/ไบออนเทคที่พร้อมฉีดทันที

160678644021

สำหรับญี่ปุ่นช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ครองอันดับ 2 ประเทศจัดการกับวัณโรคได้ดี เมื่อโควิด-19 ระบาดก็ส่งเจ้าหน้าที่ตามรอยโรคเข้าไปประจำการในศูนย์บริการสาธารณสุขได้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว ตรงข้ามกับหลายประเทศที่ส่งเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้รับการฝึกฝนเข้าไปส่งผลให้เกิดความโกลาหลบ่อยครั้ง

แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นในฤดูหนาว แต่ประเทศที่มีประชากร 120 ล้านคนแห่งนี้กลับมีผู้ป่วยอาการหนักเพียง 330 คนเท่านั้น เมื่อเทียบกับฝรั่งเศสที่มีประชากรครึ่งหนึ่งของญี่ปุ่น แต่มีผู้ป่วยโควิด-19 เข้าห้องไอซียูราว 5,000 คน

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังทำข้อตกลงซื้อวัคซีน 4 ตัวเพื่อประชากรสูงอายุที่มีจำนวนมหาศาลตั้งแต่ช่วงแรกๆ

ส่วนไต้หวันที่มีประชากร 23 ล้านคน รับมือได้อย่างรวดเร็ว สั่งปิดพรมแดนทันทีที่มีผู้ป่วยนอกเมืองอู่ฮั่นของจีน มีแอพพลิเคชั่นแจ้งประชาชนว่าร้านค้าใดมีหน้ากากอนามัยขาย และระบุทำเลที่พบผู้ติดเชื้อ

เกาหลีใต้ที่ครองอันดับ 4 ใช้การตามรอยโรค ผสมผสานกับข้อมูลการใช้บัตรเครดิตและภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อหาการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อน ประสบการการณ์รับมือกับการการระบาดของโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (เมอร์ส) เมื่อปี 2558 และโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส) พิสูจน์แล้วว่าสำคัญมากกับเกาหลีใต้

สำหรับสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (ยูเออี) บลูมเบิร์กมองในแง่ดีว่า มาตรการล็อกดาวน์ในปัจจุบันต่ำกว่าหลายๆ ประเทศ ยูเออีมีผู้ติดเชื้อ 371 คนต่อประชากร 1 แสนคนต่อเดือน อัตราการเสียชีวิต 56 คนต่อประชากร 1 ล้านคนคล้ายๆ กับฟินแลนด์และนอร์เวย์ ตอนนี้เข้าถึงวัคซีน 1 ตัวจากบริษัทซิโนฟาร์มของจีนที่ทดลองในอาบูดาบี

อีกประการหนึ่งที่เหมือนกับในหลายๆ ประเทศ จีดีพีของยูเออีปีนี้ขยายตัวติดลบ 6.6% คล้ายกับนิวซีแลนด์ที่6.1% และสิงคโปร์ 6%

เวียดนามที่อยู่ในอันดับ 10 ได้รับคะแนนการฟื้นตัว 74.3 จาก 100 คะแนน ได้รับคะแนนด้าน “ความรุนแรงของการล็อกดาวน์” อยู่ที่ 39 จาก 100 คะแนน เข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่ผลิตในประเทศจำนวน 1 ตัว ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างเตรียมการสำหรับการทดลองในมนุษย์เร็วๆ นี้ ขณะที่ไทย อยู่ในอันดับ 15 คะแนนการฟื้นตัวอยู่ที่ 70.2

ผู้ศึกษาตั้งคำถามด้วยว่าการที่ประเทศประชาธิปไตย อย่างสหรัฐ ยูเค และอินเดีย จัดการโควิดได้ไม่ดีเท่าประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างจีนและเวียดนาม หมายความว่า ระบบรัฐบาลที่แตกต่างกันส่งผลต่อวิธีการรับมือที่แตกต่างกันหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มท็อปเท็นปกครองในระบอบประชาธิปไตยถึง 8 ที่ ความสำเร็จดูเหมือนว่ามาจากประชาชนไว้วางใจและยินดีปฏิบัติตาม ไม่ใช่เพราะระบอบการปกครอง

อลัน โลเปซ ผู้อำนวยกลุ่มโรคอันเป็นภาระโลก มหาวิทยาลยเมลเบิร์น กล่าวว่า ประเทศที่ความเหลื่อมล้ำน้อยแก้ปัญหาโควิดได้ดี โดยยกตัวอย่างสังคมญี่ปุ่นและสแกนดิเนเวีย ที่ความเหลื่อมล้ำมีน้อยมาก ผู้คนมีวินัยสูง

“นั่นหมายความว่าประเทศเหล่านี้รับมือโควิดแบบพร้อมใจกัน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงติดอันดับต้นๆ”นักวิชาการกล่าวและว่า กระนั้น ช่องว่างระหว่างประเทศที่ฟื้นตัวจากโควิดได้ดีมากกับที่แย่มากมีแนวโน้มดำรงอยู่ และส่งผลไปจนถึงโลกยุคหลังโควิด