ความสัมพันธ์ที่ง่อนแง่นระหว่างสหรัฐและจีนซึ่งดำเนินมาช้านาน ส่อเค้าว่าจะเลวร้ายลง หลังจากผ่านพ้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 3 พ.ย.โดยนักวิเคราะห์มองว่า ไม่ว่า“ทรัมป์”หรือ“ไบเดน”ได้นั่งเก้าอี้ผู้นำประเทศ
เมื่อเดือนเม.ย.ปี 2560 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ได้ให้การต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนที่รีสอร์ทหรูมาร์-อะ-ลาโก ในรัฐฟลอริดา ซึ่งในตอนนั้น ผู้นำสหรัฐบอกว่า"สหรัฐและจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีเลิศมากๆ และไม่กี่เดือนต่อมา ประธานาธิบดีสี ได้เลี้ยงรับรองทรัมป์ ที่พระราชวังต้องห้าม ถือเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้
การรับรองอย่างเป็นทางการทั้งสองครั้งถือเป็นช่วงที่ดีที่สุดของความสัมพันธ์ทวิภาคี ก่อนที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่องจากกรณีพิพาททางการค้า เทคโนโลยี การอ้างสิทธิทางทะเล สิทธิมนุษยชน และการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่แพร่ระบาดครั้งแรกในจีนเมื่อปลายปีที่แล้ว ก่อนจะกระจายไปทั่วโลกและปัจจุบันสหรัฐเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด และก็เป็นอีกครั้งที่การดำเนินนโยบายเข้มงวดต่อจีนกลายเป็นหัวใจสำคัญในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของทรัมป์และไบเดนในศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีของประเทศที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้
“นี่อาจเป็นช่วงความสัมพันธ์ที่เลวร้ายที่สุดของทั้งสองประเทศนับตั้งแต่เริ่มสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน ถือเป็นสถานการณ์ที่อึมครึมมา”อดัม นิ ผู้อำนวยการประจำศูนย์นโยบายจีน ซึ่งเป็นกลุ่มนักคิดชาวออสเตรเลีย มีฐานดำเนินงานอยู่ในกรุงแคนเบอรา ให้ความเห็น
ความเป็นปฏิปักษ์ของสองประเทศมหาอำนาจโลกสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วมหาสมุทรเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะในหมู่ชาติพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐ รวมทั้งประเทศเล็กๆที่พยายามสร้างสมดุลด้านความสัมพันธ์กับสองประเทศมหาอำนาจนี้มานานหลายปี
“โธมัส แดเนียล” นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันเพื่อการศึกษาและยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศมาเลเซีย ให้ความเห็นว่า ขณะนี้สถานะด้านความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีน ไม่ใช่คู่แข่งกันอีกต่อไปแต่กลายเป็นคู่ปฏิปักษ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งนี้จะยิ่งเพิ่มความสลับซับซ้อนให้แก่ประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะกับประเทศในภูมิภาคที่ต้องการที่ติดต่อกับสหรัฐอย่างสร้างสรรค์
บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้และเดินทางเยือนเอเชียแปซิฟิกเป็นประจำ รวมทั้งเข้าร่วมการประชุมต่างๆที่ภูมิภาคนี้จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคงความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ไว้ ขณะเดียวกันก็มีการติดต่อกับจีนอย่างสร้างสรรค์และมีีความร่วมมือกันในหลายๆเรื่อง
สวนทางกับทรัมป์ ที่ไม่เคยปรากฏตัวในการประชุมใดๆของภูมิภาคนี้ แถมยังแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาวของภูมิภาค หลังจากเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำสมาคมประชาชาติเอเชียตะวัันออกเฉียงใต้(อาเซียน)เมื่อปี 2550 ทรัมป์ก็ไม่เคยเข้าร่วมการประชุมใดๆอีกเลยนับตั้งแต่นั้นมา
นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์กันว่า หากไบเดนชนะเลือกตั้ง คณะบริหารประเทศของไบเดนจะนำสหรัฐกลับเข้าสู่องค์การระหว่างประเทศกลุ่มต่างๆที่ทรัมป์ประกาศถอนตัวรวมทั้งเข้าร่วมในข้อตกลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงปารีสด้วย
บรรดานักวิเคราะห์ ยังคาดการณ์ว่า สหรัฐภายใต้การบริหารของไบเดนจะลงทุนด้านความสัมพันธ์กับประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งรวมถึง ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งในกรณีของเกาหลีใต้นั้น ไบเดน กล่าวหาทรัมป์ว่า ปฏิบัติต่อชาติพันธมิตรเหมือนนักเลงเรียกค่าคุ้มครอง ในฐานะที่ทรัมป์พยายามเก็บเงินจากทางการเกาหลีใต้
“ถ้าไบเดนชนะเลือกตั้ง ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีจะรู้สึกโล่งอก”ลินเด เดสเมเล นักวิจัยจากเคเอฟ-วียูบี ให้ความเห็น
ขณะที่วานนี้ (2 พ.ย.)ทรัมป์ ปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่า เขาจะประกาศชัยชนะในคืนวันเลือกตั้ง หากผลออกมาว่าเขามีคะแนนนำ ซึ่งการออกมาปฏิเสธของทรัมป์เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เว็บไซต์ข่าว เอซิออส รายงานว่าทรัมป์พูดคุยกับคนใกล้ตัวเกี่ยวกับแผนประกาศชัยชนะในคืนวันเลือกตั้ง แม้การนับคะแนนบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์อาจต้องใช้เวลา 2-3 วันในบางรัฐแต่ทรัมป์ชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวเท็จแถมยังบอกว่า “การที่เราไม่สามารถรู้ผลคะแนนในคืนวันเลือกตั้งได้ ถือเป็นเรื่องที่แย่มากในยุคคอมพิเวตอร์”
บางรัฐของสหรัฐไม่อนุญาตให้นับคะแนนบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง (3 พ.ย.) เช่น ในรัฐเพนซิลเวเนียซึ่งเป็นรัฐชี้ชะตาสำคัญ แต่นักวิเคราะห์ กล่าวว่า จะยังไม่รู้ผลผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี แม้จะผ่านคืนวันเลือกตั้งไปแล้วก็ตาม และเป็นไปได้ว่าการประกาศผลการเลือกตั้งอาจล่าช้าออกไปหลายวัน
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การเลือกตั้งสหรัฐในครั้งนี้มีผู้ลงคะแนนล่วงหน้าทางไปรษณีย์สูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 โดยข้อมูลจากโครงการเลือกตั้งสหรัฐระบุว่า นับจนถึงคืนวันอาทิตย์ (1พ.ย.)ที่ผ่านมา มีชาวอเมริกันกว่า 93 ล้านคนออกไปลงคะแนนล่วงหน้า
ส่วนไทม์ไลน์ เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2563-2564 นั้น ประกอบด้วยการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันเลือกตั้งทั่วไป 3 พ.ย.โดยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ที่ต้องการให้คณะผู้เลือกตั้งของรัฐตนลงคะแนนให้ รัฐต่างๆ จะใช้ผลคะแนนเลือกตั้งทั่วไป หรือที่เรียกว่าคะแนนเสียงมหาชน มาใช้แต่งตั้งคณะผู้เลือกตั้ง
จากนั้นประมาณกลางเดือนพ.ย.-14 ธ.ค.ผู้ว่าการรัฐรับรองผลการเลือกตั้ง และวันที่ 8 ธ.ค. แต่ละรัฐตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้ายในการแต่งตั้งคณะผู้เลือกตั้งของรัฐนั้นๆ อย่างน้อย 6 วัน ก่อนการประชุมคณะผู้เลือกตั้ง
วันที่14 ธ.ค. คณะผู้เลือกตั้งประชุมกันในรัฐของตน เพื่อลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีบนบัตรเลือกตั้งที่แยกกัน วันที่ 23 ธ.ค.ประธานวุฒิสภาและนักจดหมายเหตุ ได้รับผลการลงคะแนนของคระผู้เลือกตั้งภายในเวลาไม่เกิน 9 วัน หลังการประชุมคณะผู้เลือกตั้ง
วันที่ 6 ม.ค. รองประธานาธิบดีในฐานะประธานวุฒิสภา เป็นประธานการนับคะแนนในสภาคองเกรส หากไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนอย่างน้อย 270 เสียง หรือเกินกึ่งหนึ่งจาก 538 เสียง สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้ตัดสินผู้ชนะการเลือกตั้ง และหากไม่มีผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ได้รับคะแนนถึง 270 เสียง วุฒิสภาจะเป็นผู้ตัดสิน
วันที่ 20 ม.ค. เวลา12.00 น.ประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกเข้าพิธีสาบานตน และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ





