วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

อียูทำโครงการ‘บริหารป่าไม้อาเซียน’

อียูเปิดตัวโครงการบริหารจัดการป่าไม้โครงการใหม่ ในช่วงสัปดาห์การทูตสภาพภูมิอากาศ 2563 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา

เนื่องในโอกาสสัปดาห์การทูตสภาพภูมิอากาศ 2563 (Climate Diplomacy 2020) และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม  สหภาพยุโรปเปิดตัวโครงการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้าในอาเซียน (Forest Law Enforcement, Governance and Trade in ASEAN) มูลค่า 5 ล้านยูโร (ประมาณ 185 ล้านบาท) ในระยะเวลา 3 ปีนับจากนี้ โครงการดังกล่าวจะช่วยประเทศสมาชิกอาเซียนลดปัญหาการทำไม้ผิดกฎหมาย โดยจะส่งเสริมการบริหารจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืนและถูกกฎหมาย และปรับปรุงธรรมาภิบาลและส่งเสริมการค้าไม้ที่ผลิตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สถาบันป่าไม้ยุโรป (European Forest Institute) จะเป็นผู้ดำเนินโครงการดังกล่าว โดยโครงการจะสนับสนุนและส่งเสริมโครงการต่าง ๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่ในอาเซียน อาทิ แผนยุทธศาสตร์ความร่วมมืออาเซียนด้านป่าไม้ปี 2559-2568 (Strategic Plan of Action for ASEAN Co-operation on Forestry) ที่เริ่มใช้ในปี 2559 และแผนงานด้านการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้และธรรมาภิบาลในอาเซียน (Forest Law Enforcement and Governance in ASEAN) แผนงานนี้ถือเป็นรากฐานสำหรับการกระชับความร่วมมือและการดำเนินการร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ช่วยแก้ไขปัญหาการทำไม้ผิดกฎหมายและการตัดไม้ทำลายป่า โดยอาศัยแนวทางที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้าของสหภาพยุโรป (Forest Law Enforcement, Governance and Trade [FLEGT] Action Plan)

“สหภาพยุโรปภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับอาเซียนในการส่งเสริมการบริหารจัดการป่าไม้ในภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับข้อตกลงยุโรปสีเขียว (EU Green Deal) การส่งออกไม้อย่างถูกกฎหมายยังช่วยส่งเสริมการค้าที่เป็นธรรม การบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน และการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะยังประโยชน์ต่อทุกคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ฯพณฯ อีกอร์ ดรีมันส์ เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำอาเซียน กล่าว

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพื้นที่ป่าเขตร้อนคิดเป็นร้อยละ 15 ของพื้นที่ป่าเขตร้อนในโลก และมีแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญอย่างน้อย 4 แห่งจาก 25 แห่งทั่วโลก ป่าไม้เป็นทรัพยากรสำคัญต่อการดำรงชีวิต ความมั่นคงทางอาหาร และการผลิตวัสดุสำหรับประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีอยู่ราว 650 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้เป็นหนึ่งในแหล่งที่มีการตัดไม้ทำลายป่าขนานใหญ่ของโลก และติดอันดับภูมิภาคที่มีการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรุนแรงในระดับต้นๆ โดยในระหว่างปี 2548 และ 2558 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูญเสียพื้นที่ป่าไปประมาณ 80 ล้านเฮกตาร์ การตัดไม้ทำลายป่าในระดับนี้อาจส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพของภูมิภาคนี้ลดลงกว่าร้อยละ 40 ภายในปี 2643

แผนปฏิบัติการ EU-FLEGT เป็นมาตรการรับมือปัญหาการทำไม้ผิดกฎหมายและการลักลอบค้าไม้ของสหภาพยุโรป การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการนี้ได้สร้างแรงผลักดันเชิงบวก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันมีประเทศสมาชิกอาเซียน 8 ประเทศเข้าร่วมการเจรจาเกี่ยวกับ FLEGT

วัตถุประสงค์หลักของแผนปฏิบัติการคือการเสริมสร้างและสาธิตธรรมาภิบาลป่าไม้ การเฝ้าระวัง และการบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนในประเทศสมาชิกอาเซียน โดยมีเป้าหมายที่เกี่ยวเนื่องกัน 3 ประการ ได้แก่

- ส่งเสริมความยั่งยืนและการปฎิบัติตามกฎหมายของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ในประเทศที่เป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจของ FLEGT ได้แก่ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ส่วนประเทศที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา ได้แก่ สปป. ลาว มาเลเซีย และไทย

- เสริมสร้างการเจรจาระดับภูมิภาคเกี่ยวกับการใช้แผนปฏิบัติการ EU-FLEGT

- เสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านภูมิประเทศที่ยั่งยืนและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด

ความเป็นมา

การบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้า (Forest Law Enforcement, Governance and Trade) เกี่ยวข้องกับความจริงที่ว่าป่าเขตร้อนมีความสำคัญต่อสภาพแวดล้อมของโลก แม้ว่าพื้นที่ป่าเขตร้อนคิดเป็นเพียงร้อยละ 7 ของพื้นผิวโลก แต่ก็เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์จำนวน 2 ใน 3 ของโลก และยังกักเก็บคาร์บอนส่วนเกินไว้ในผืนดินถึงร้อยละ 68 ของปริมาณทั่วโลก ประชากรกว่าพันล้านคนได้รับประโยชน์จากป่าเขตร้อนทั้งทางตรงและทางอ้อมในรูปแบบของการจ้างงาน ผลิตภัณฑ์จากไม้ สิ่งเกื้อหนุนในการดำรงชีวิต และรายได้ ซึ่งหากมีการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน ป่าเขตร้อนจะมีส่วนช่วยในการรักษาความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว และการมีส่วนร่วมทางสังคมของคนยากไร้

สหภาพยุโรปและอาเซียนเริ่มต้นความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการในปี 2520 และได้กระชับความสัมพันธ์กันเรื่อยมาเพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ของโลก และเพื่อร่วมกันเสริมสร้างระเบียบสากลและความเป็นพหุภาคีที่ยึดมั่นในกฎกติกา สหภาพยุโรปเป็นหุ้นส่วนอันดับหนึ่งของอาเซียนด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนา โดยได้ให้ความช่วยเหลือเป็นมูลค่ากว่า 250 ล้านยูโร (9.2 พันล้านบาท) ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา และมุ่งเสริมสร้างการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคและสนับสนุนการทำงานของสํานักงานเลขาธิการอาเซียน นอกจากนี้ ยังให้การสนับสนุนแบบทวิภาคีกับประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นจำนวนเงินราว 2 พันล้านยูโร (74,000 ล้านบาท)