"โควิด-19" ตัวชี้ชะตาอนาคตการเมืองประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตของชาวอเมริกันเพราะโรคระบาดร้ายแรงนี้ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ ต้นตอโรคโควิด-19 ส่อเค้าว่าจะเป็นตัวกำหนดอนาคตทางการเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ แม้ว่าเจ้าตัวจะพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดก็ตาม ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์ ถูกวิจารณ์อย่างหนักหลังจากถอดหน้ากากอนามัยเมื่อกลับถึงทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์(5ต.ค.)แถมยังบอกกับชาวอเมริกันว่าไม่ต้องกลัวไวรัสโควิด-19
“วิลเลียม ชาฟเนอร์” ศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์ป้องกันและโรคติดเชื้อที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์ บอกว่า “ผมตกใจมากเมื่อปธน.ทรัมป์บอกว่าไม่ต้องกลัวโควิด-19 ผมรู้สึกกังวลเพราะนี่เป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตประชาชนนับพันคนต่อวัน ทำลายเศรษฐกิจ ทำให้คนตกงาน โควิด-19 เป็นสิ่งที่เราควรจะหวาดกลัว”
ส่วน“คริส คูน” วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตทวีตข้อความว่า “นี่คือความล้มเหลวที่น่าเศร้าในฐานะผู้นำ ด้าน"โจ ไบเดน" ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต โพสต์ทวิตเตอร์เป็นภาพที่ตัวเขาและปธน.ทรัมป์ยืนข้างๆกัน โดยตัวเขาใส่หน้ากากและปธน.ทรัมป์ไม่ใส่ พร้อมคำบรรยายใต้ภาพว่า “หน้ากากอนามัยมีความสำคัญ เพราะมันช่วยรักษาชีวิตเรา”
คำวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากโรงพยาบาลแพทย์ทหารแห่งชาติวอลเตอร์ รีด และเดินทางกลับสู่ทำเนียบขาว แต่ทันทีที่เดินเข้าอาคารทำเนียบขาว ผู้นำสหรัฐก็ถอดหน้ากากอนามัยออก ทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลอย่างมาก และหลังจากเข้าทำเนียบขาวได้ไม่นาน ประธานาธิบดีทรัมป์ ก็กล่าวกับชาวอเมริกันผ่านทางวิดีโอว่า “อย่ากลัวไวรัส อย่าให้ไวรัสครอบงำคุณ ผมรู้ว่ามันอันตราย แต่ผมไม่กลัวและผมเผชิญหน้ากับมัน ผมกล้าพูดได้ว่าไม่มีผู้นำประเทศคนใดทำเหมือนกับที่ผมทำ ผมรู้ว่าโรคนี้มีความเสี่ยง แต่ตอนนี้ผมดีขึ้นแล้ว"
พฤติกรรมของประธานาธิบดีทรัมป์ เปิดช่องให้คู่แข่งอย่าง"โจ ไบเดน" ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต โจมตีได้เต็มที่ โดยไบเดนให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์เอ็นบีซีว่า เขาไม่แปลกใจกับข่าวที่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ติดเชื้อโควิด-19 และทรัมป์ต้องรับผลจากการกระทำของตนเอง หลังจากที่ไม่ยอมสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องพบปะกับผู้อื่น
“ใครก็ตามที่ติดเชื้อโควิด-19 แล้วเคยพูดว่า ไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย และไม่ต้องเว้นระยะห่างทางสังคมนั้น คนๆ นั้นจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง” ไบเดน กล่าว
นอกจากนี้ ไบเดนยังกล่าวว่า เขาไม่กังวลว่าจะติดโรคโควิด-19 หลังจากที่เข้าร่วมการดีเบตรอบแรกกับปธน.ทรัมป์เมื่อสัปดาห์ก่อน เนื่องจากเขาและปธน.ทรัมป์มีระห่างกันมากพอ แต่เขาแปลกใจที่เห็นครอบครัวและผองเพื่อนของปธน.ทรัมป์นั่งในห้องถ่ายทอดสดโดยไม่มีใครสวมหน้ากากอนามัยเลย
ส่วนความพยายามของสภาคองเกรส ที่จะผ่านร่างกฎหมายฉบับใหม่เพื่ออนุมัติเงินช่วยเหลือรอบที่ 2 ให้แก่ประชาชนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาวะระบาดของโรคโควิด-19 เจอปัญหายุ่งยากอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ และวุฒิสมาชิกสังกัดพรรครีพับลิกันอย่างน้อย 3 คนติดเชื้อโควิด-19 รวมถึงวุฒิสมาชิก "มิทช์ แมคคอนเนล” ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐ ที่ประกาศในช่วงสุดสัปดาห์ว่า สภาสูงจะพักการประชุมไปก่อนจนถึงวันที่ 19 ต.ค. ซึ่งหมายความว่า ไม่น่าจะมีการตกลงเพื่อสรุปรายละเอียดแผนเยียวยาโควิด-19 รอบใหม่ระหว่างแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ และสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลัง ในเร็วๆ นี้
หลังจากสภาคองเกรสและทำเนียบขาวผ่านมาตรการเยียวยาโควิด-19 มูลค่ากว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ออกมาเมื่อเดือนมี.ค. รัฐบาลสหรัฐยังไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่ประชาชนและภาคธุรกิจเพิ่มเติมแต่มนูชินและสมาชิกสภาคองเกรสจากทั้งสองพรรค เห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศกำลังต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อรายงานภาวะการจ้างงานประจำเดือนก.ย.บ่งชี้ว่า สถานการณ์โดยรวมยังไม่ดี
พรรคเดโมแครตเสนอแผนเยียวยามูลค่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ในรอบนี้ แต่รัฐบาลปธน.ทรัมป์ ไม่เห็นด้วยในช่วงแรก ก่อนจะเสนอตัวเลข 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่แล้ว
ด้าน Worldometer ซึ่งเป็นเว็บไซต์รายงานข้อมูลล่าสุดเมื่อวันอังคาร(6ต.ค.)ที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก ระบุว่า สหรัฐมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 7,679,908 ราย และมีผู้เสียชีวิต 215,039 ราย และสหรัฐติดอันดับ 1 ของโลกทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และผู้เสียชีวิต
รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นรัฐที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดในประเทศ จำนวน 835,971 ราย ขณะที่รัฐเท็กซัสตามมาเป็นที่ 2 โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อ 809,560 ราย ส่วนรัฐฟลอริดามีผู้ติดเชื้อ 717,874 ราย และรัฐนิวยอร์กมีผู้ติดเชื้อ 500,415 ราย แต่รัฐนิวยอร์ก ก็มีผู้เสียชีวิตสูงสุดในสหรัฐ จำนวน 33,318 ราย


