วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดงานวิจัยไขความลับ ‘โควิด-19’

เมื่อโรคระบาดร้ายแรงอย่างโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ยังไม่ถูกกำราบ งานวิจัยที่เพิ่มความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสตัวนี้จะช่วยเปิดทางต่อการป้องกันและรักษา เช่น อากาศร้อนช่วยป้องกันโควิด-19 ได้หรือไม่ ไวรัสอยู่บนพื้นผิวได้นานแค่ไหน

ตอนนี้ซีกโลกเหนือกำลังเข้าสู่ฤดูร้อน หลายคนเชื่อว่า อุณหภูมิสูงในฤดูร้อนอาจจำกัดการแพร่ระบาดของไวรัสได้แต่ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ตีพิมพ์ในวารสารไซน์ส เมื่อวันจันทร์ (18 พ.ค.) ระบุว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น 

คณะนักวิจัยจากพรินซ์ตันศึกษาด้านสถิติหลายครั้งในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา พบว่า สภาพอากาศกับไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่สัมพันธุ์กันเพียงเล็กน้อยตรงที่ว่า ยิ่งอากาศร้อนและชื้นมากเท่าใด โอกาสที่ไวรัสจะแพร่กระจายก็น้อยลง แต่นี่ยังเป็นแค่ข้อสรุปเบื้องต้น ความสัมพันธ์แน่ชัดระหว่างสภาพอากาศกับโควิด-19 ที่ยังไม่ทราบยังมีอีกมาก

“งานวิจัยของเราพบว่า ถ้าไม่มีมาตรการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ การระบาดรุนแรงมีโอกาสเกิดในอากาศที่มีความชื้นสูงกว่า และอากาศหน้าร้อนควบคุมการแพร่ระบาดไม่ได้มาก เราคาดการณ์ว่า อากาศที่อุ่นกว่าหรือชื้นกว่าไม่ได้ชะลอไวรัสในช่วงการระบาดขั้นต้น” ราเชล เบเกอร์ นักวิจัยจากสถาบันสิ่งแวดล้อมพรินซ์ตัน (พีอีไอ) อธิบาย

ขณะที่อากาศโดยเฉพาะความชื้น มีบทบาทสำคัญต่อการแพร่กระจายไวรัสโคโรนานอื่นๆ และไข้หวัดใหญ่ ผลการศึกษายังพบด้วยว่า ปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การไม่มีภูมิคุ้มกันโควิด-19 ในวงกว้าง เพราะถ้าประชากรอ่อนแอติดเชื้อง่าย ไวรัสก็แพร่ได้รวดเร็วไม่ว่าสภาพอากาศเป็นอย่างไร

เบเกอร์ยกตัวอย่างการแพร่ระบาดของไวรัสในประเทศอย่างบราซิล เอกวาดอร์ และออสเตรเลีย บ่งชี้ว่า อากาศที่ร้อนกว่ายับยั้งการแพร่ระบาดได้น้อย

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งจัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคชิงเต่า ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคมณฑลชานตง ศูนย์วิจัยสุขภาพโลกแห่งมหาวิทยาลัยดุคคุนชาน และสถาบันจุลชีววิทยาและระบาดวิทยาปักกิ่งตีพิมพ์ในวารสารโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (ซีดีซี) เมื่อวันจันทร์ (18 พ.ค.) คณะนักวิจัยตรวจสอบห้องพักในโรงแรม 2 ห้องที่นักศึกษาจีน 2 คนเคยไปพักหลังกลับจากต่างประเทศ เมื่อวันที่ 19 และ 20 มี.ค. แล้วต้องถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน

ตอนเข้าพักทั้งสองคนยังไม่มีอาการติดไวรัส เช้าวันที่ 2 ทั้งคู่ก็ยังไม่มีอาการแต่ตรวจโควิด-19 ได้ผลเป็นบวกจึงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

หลังตรวจพบเชื้อได้ราว 3 ชั่วโมง คณะนักวิจัยเข้าไปเก็บตัวอย่างจากพื้นผิวในห้อง เช่น บริเวณราวจับประตู สวิตช์ไฟ ก๊อกน้ำ เทอร์โมมิเตอร์ รีโมทโทรทัศน์ ปลอกหมอน ปลอกผ้านวม ผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว ราวจับประตูห้องน้ำ โถส้วม ปุ่มกดชักโครก รวมตัวอย่างจากทั้ง 2 ห้อง จำนวน 22 ตัวอย่าง ตรวจโควิด-19 ได้ผลเป็นบวก 8 ตัวอย่าง

6 ตัวอย่างมาจากห้องของนักศึกษาที่ถูกระบุเพียงว่า “ผู้ป่วยเอ” เก็บจากสวิตช์ไฟ ราวประตูห้องน้ำ ผ้าปูที่นอน ปลอกผ้านวม ปลอกหมอน และผ้าเช็ดตัว

ส่วนในห้องของผู้ป่วยบี ตัวอย่างที่ตรวจโควิด-19 ได้ผลเป็นบวก มาจากก๊อกน้ำและปลอกหมอน

ผลการศึกษาชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า สารพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาสายพันธ์ุใหม่ปนเปื้อนในสภาพแวดล้อมเป็นวงกว้างภายในระยะเวลาค่อนข้างสั้น

น่าสังเกตว่า จุดที่ผ่านการสัมผัสนานๆ เช่น ผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนตรวจพบปริมาณไวรัสสูงกว่า

“การตรวจพบไวรัสบนตัวอย่างพื้นผิวผ้าปูที่นอน ปลอกผ้านวม และปลอกหมอน เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนหรือซักผ้าจากผู้ป่วย จะต้องมีกระบวนการจัดการที่เหมาะสม กล่าวโดยสรุป งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า ผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการมีการกระจายไวรัสและปนเปื้อนในสภาพแวดล้อมสูงมาก”

ตอนนี้นักวิจัยทั่วโลกกำลังหาคำตอบว่า ไวรัสอยู่รอดบนพื้นผิวชนิดต่างๆ ได้นานแค่ไหน ผลการศึกษาของคลีฟแลนด์คลินิก พบว่า อยู่ได้ 3 ชั่วโมงถึง 7 วัน ขึ้นอยู่กับวัสดุ