สหภาพยุโรปที่ปิดพรมแดนมานานเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เผยแผนปฏิบัติการเพื่อเปิดพรมแดนภายในกลุ่มอีกครั้งรับเทศกาลท่องเที่ยวช่วงฤดูร้อน หวังฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย
สหภาพยุโรปที่ปิดพรมแดนมานานเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เผยแผนปฏิบัติการเพื่อเปิดพรมแดนภายในกลุ่มอีกครั้งรับเทศกาลท่องเที่ยวช่วงฤดูร้อน หวังฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย โดยเปิดเส้นทางคมนาคมทั้งทางบก ทางอากาศและทางเรือ หลังสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เริ่มบรรเทา ติดตามรายละเอียดได้จากรายงาน
เมื่อวันพุธ (13 พ.ค.) สหภาพยุโรปเผยแผนปฏิบัติการที่มีเป้าหมายผลักดันให้มีการเปิดพรมแดนระหว่างประเทศในยุโรปอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังปิดมานานเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด -19 โดยระบุว่า ยังไม่สายเกินไปที่จะขับเคลื่อนฤดูท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย โดยคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ขอให้ยุโรปกลับไปสู่การเคลื่อนที่อย่างเสรี พร้อมทั้งกำหนดเกณฑ์ให้มีการสวมหน้ากากอนามัยบนเครื่องบิน และมีการรักษาระยะห่างทางสังคมบนรถไฟ
"เราทุกคนอยากพัก โดยเฉพาะหลังการกักตัว เราอยากสนุกกับวันหยุดช่วงฤดูร้อน เราอยากไปพบครอบครัว พบเพื่อนที่อยู่ต่างถิ่น ต่างประเทศ แต่เราก็อยากทำแบบนั้นโดยที่สุขภาพดีและปลอดภัยด้วย เพราะเรารู้ว่าไวรัสจะอยู่กับเราไปอีกระยะหนึ่ง" เทียร์รี เบรตัน คณะกรรมาธิการตลาดภายในอียู กล่าว
ด้าน มาร์เกร็ธ เวสตาเกอร์ รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งนำเสนอแนวคิดนี้ระบุว่า "แนวความคิดนี้คือการกลับไปสู่ฤดูร้อน และสถานที่ซึ่งชาวยุโรปอยากเดินทางไปเยือนซึ่งหมายถึงการดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ระมัดระวังในการเริ่มเดินทางให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางวิทยาศาสตร์"
แผนปฏิบัติการนี้ได้รับการขานรับจากกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมากเนื่องจากเป็นขั้นตอนแรกที่จะช่วยพยุงธุรกิจ แต่ไม่มีข้อผูกมัดกับ 27 ชาติสมาชิก โดยพรมแดนรอบนอกของยุโรปยังคงปิดสำหรับการเดินทางที่ไม่จำเป็นจนถึงกลางเดือนมิ.ย.เป็นอย่างน้อย
ประเทศในยุโรป ซึ่งต้องประสบกับสถานการณ์โรคระบาดรุนแรงที่สุดในโลก ยังคงมีท่าทีไม่รีบร้อนที่จะรับนักเดินทางเข้าประเทศ โดยแหล่งข่าวในกระทรวงต่างประเทศสเปนให้ข้อมูลว่า สเปนมีแผนจะปิดพรมแดนไม่ให้นักเดินทางต่างชาติเข้าประเทศจนถึงเดือนก.ค.
"ยุโรป" มีนักท่องเที่ยวมาเยือนคิดเป็น 50% ของตลาดท่องเที่ยวโลก และได้รับผลกระทบอย่างหนักจากข้อจำกัดของประเทศต่างๆทั่วโลกเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ ทำให้เมืองที่ผู้คนเคยหนาแน่น เช่น เวนิซ โรม ปารีส และบาร์เซโลนา กลายเป็นเมืองร้าง
ข้อเสนอเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการของอีซีกำหนดให้สายการบินและสนามบินต้องให้ผู้โดยสารสวมหน้ากากอนามัย ปรับระบบเช็คอินและระบบตรวจกระเป๋าสัมภาระเพื่อหลีกเลี่ยงกลุ่มคน จำนวนมาก แต่ไม่ได้ระบุให้เว้นที่นั่งตรงกลางบนเครื่องบิน ซึ่งเป็นมาตรการที่สายการบินระบุว่าจะไม่สามารถทำกำไรได้เลย ซึ่งอีซี ต้องการให้ระยะเวลาในการยกเลิกเที่ยวบินหรือวันหยุด มีผลอย่างน้อย 1 ปี เพื่อช่วยไม่ให้ธุรกิจล้มละลาย และให้นักท่องเที่ยวไม่เรียกร้องขอเงินคืน ซึ่งจะส่งผลกระทบกับสายการบินและบริษัทท่องเที่ยว
พร้อมทั้งแนะนำว่านักเดินทางควรพักในโรงแรม รับประทานอาหารในร้านอาหาร หรือไปเที่ยวชายหาด แม้จะย้ำถึงสถานการณ์ที่ต้องมีการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อรอบใหม่
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของประเทศในยุโรปมีแผนของตัวเองในการเปิดประเทศด้วยกำหนดเวลาที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละประเทศ โดยหลายประเทศส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ แต่สามประเทศทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลบอลติก คือลิทัวเนีย ลัตเวีย และเอสโทเนีย ตัดสินใจเปิดพรมแดนระหว่างกันแล้วเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. เป็นต้นไป เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยว
ขณะที่ "ออสเตรีย" และ "เยอรมนี" มีแผนจะเปิดประเทศเต็มรูปแบบในวันที่ 15 มิ.ย. นี้ ซึ่งจะเป็นการช่วยอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของออสเตรีย ซึ่งพึ่งพานักท่องเที่ยวเยอรมันเป็นหลัก แต่ออสเตรียก็กำลังเร่งดำเนินการเปิดพรมแดนกับสวิตเซอร์แลนด์ ลิกเคนสไตน์ และประเทศยุโรปตะวันออกอื่นๆ
ประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยม ซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงจากโควิด-19 ทั้งอิตาลี สเปนและฝรั่งเศส ค่อยๆเปิดเมืองอย่างระมัดระวัง โดยสเปน คลายมาตรการล็อกดาวน์ที่ให้ประชาชนอยู่บ้าน แต่ยังคงมีการกักตัวนักเดินทางขาเข้าจากต่างประเทศนาน 14 วัน
กว่าจะมาถึงวันนี้ หลายประเทศในอียู เริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดแต่ก็คงมาตรการเฝ้าระวังไปด้วยพร้อมๆกัน
เริ่มจาก เดนมาร์ก ซึ่งเป็นชาติแรกที่กลับมาเปิดโรงเรียน และสถานรับเลี้ยงเด็กอีกครั้งหนึ่งตั้งแต่วันที่ 14 เม.ย. หลังจากจํานวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง โดยตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. อนุญาตให้ร้านตัดผมและธุรกิจร้านนวด ร้านสัก ร้านเสริมสวย รวมทั้งสถานให้บริการทางการแพทย์ เช่น ทันตแพทย์ กายภาพบําบัด ฯลฯ รวมทั้งโรงเรียนสอนขับรถ เปิดบริการอีกครั้ง
ส่วน ออสเตรีย อนุญาตให้ร้านค้าขนาดเล็กที่มีพื้นที่น้อยกว่า 400 ตารางเมตร และร้านขายอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งร้านทําสวนเปิดให้บริการได้ โดยเปิดทําการได้ตั้งแต่วันที่ 14 เม.ย. แต่บังคับให้มีการสวมหน้ากากในที่สาธารณะ ขณะที่ฝรั่งเศส เตรียมเปิดเมืองอีกครั้งในวันที่ 11 พ.ค.รวมถึงการเปิดโรงเรียน และอนุญาตให้บริษัทเปิดดําเนินการอีกครั้ง รวมถึงการเริ่มบริการขนส่งสาธารณะ
เยอรมนี ก็เริ่มมีการผ่อนปรนมาตรการโดยอนุญาตให้ร้านค้าที่มีพื้นที่น้อยกว่า 800 ตารางเมตรเปิดให้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.เป็นต้นไป แต่ต้องมีการจํากัดจํานวนลูกค้าที่เข้าร้านได้ในเวลาเดียวกัน ส่วนโชว์รูมรถยนต์ ร้านหนังสือ ห้องสมุด และสวนสาธารณะเปิดให้บริการได้ โดยไม่มีการจํากัดขนาดของสถานที่
ร้านค้าที่มีขนาดใหญ่กว่า 800 ตารางเมตร และร้านตัดผมสามารถเปิดให้บริการได้ในวันที่ 4 พ.ค. เป็นต้นไป ส่วนสถานที่ทางศาสนา ร้านอาหารและบาร์ ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดบริการ โดยบังคับให้มีการสวมหน้ากากในที่สาธารณะตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย.
สําหรับ เบลเยียม เริ่มผ่อนคลายมาตรการเป็นขั้นๆ ระยะแรก เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค. โดยการทํางานจากบ้านยังคงเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐาน สามารถเริ่มติดต่อระหว่างธุรกิจได้ แนะนําให้ใส่หน้ากากหรืออุปกรณ์คลุมหน้าในที่สาธารณะ และต้องใส่เมื่อใช้บริการขนส่งสาธารณะ
ระยะที่สอง เริ่มวันที่ 18 พ.ค. โรงเรียนประถมและมัธยมเริ่มเปิดได้ โดยครูและนักเรียนอายุ 12 ปีขึ้นไปต้องสวมหน้ากากทั้งวัน ร้านทําผมและพิพิธภัณฑ์อาจเปิดได้ภายใต้เงื่อนไขและมาตรการ และระยะสาม ประมาณกลางเดือนมิ.ย. ร้านอาหาร อาจเริ่มเปิดได้ ตามด้วยร้านกาแฟและบาร์ ส่วนงานเทศกาล หรือคอนเสิร์ตใหญ่ๆ ยังไม่อนุญาตให้จัดก่อน 31 ส.ค.





