ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันอังคาร (12 พ.ค.) ปรับตัวร่วงลง 457 จุด ขณะที่นักลงทุนจับตาการผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ของรัฐบาลในประเทศต่างๆ ท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ขึ้น
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ร่วงลง 457.21 จุด หรือ 1.89% ปิดที่ 23,764.78 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี500 ร่วงลง 60.2 จุด หรือ 2.05% ปิดที่ 2,870.12 จุด และดัชนีแนสแด็ก ร่วงลง 189.79 จุด หรือ 2.06% ปิดที่ 9,002.55 จุด
นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐ และเป็นนายแพทย์ใหญ่ของคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการควบคุมโควิด-19 ของทำเนียบขาว จะเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการสาธารณสุขประจำวุฒิสภาสหรัฐในวันนี้ ขณะที่สื่อคาดการณ์ว่า นายแพทย์เฟาซีจะกล่าวเตือนว่า การที่รัฐต่างๆรีบเปิดเศรษฐกิจจะทำให้มีผู้เสียชีวิตและเกิดปัญหาอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นตามมา
องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) เปิดเผยว่า หลายประเทศมีการรายงานจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้น หลังมีการผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์
ทั้งนี้ จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในจีน, เกาหลีใต้ และเยอรมนีได้ดีดตัวขึ้นอีกครั้ง หลังรัฐบาลประกาศคลายมาตรการล็อคดาวน์ในประเทศ
ส่วนการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในวันนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ทั่วไปดิ่งลง 0.8% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ในเดือนธ.ค.2551 และเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 หลังจากลดลง 0.4% ในเดือนมี.ค.
ดัชนี ซีพีไอทั่วไปได้รับแรงกดดันจากการดิ่งลงของราคาพลังงาน รวมทั้งราคาตั๋วเครื่องบิน และห้องพักโรงแรม โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาลเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบรายปี ดัชนีซีพีไอทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนเม.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 1.5% ในเดือนมี.ค.
นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนีซีพีไอทั่วไปลดลง 0.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบรายปี และหากไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนีซีพีไอ พื้นฐานดิ่งลง 0.4% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการทรุดตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 2500 หลังจากลดลง 0.1% ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 10 ปี
เมื่อเทียบรายปี ดัชนีซีพีไอพื้นฐานเพิ่มขึ้นเพียง 1.4% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2554 หลังจากเพิ่มขึ้น 2.1% ในเดือนมี.ค.


