วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ดูเตอร์เต” เร่งจีบเอกชนเข็นเมกะโปรเจคถึงฝั่งฝัน

“ดูเตอร์เต”เร่งจีบเอกชนเข็นเมกะโปรเจคถึงฝั่งฝัน ขณะที่นักวิเคราะห์ ให้ความเห็นการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของฟิลิปปินส์ว่าจะทำให้บรรดานักลงทุนเชื่อมั่นในรัฐบาลฟิลิปปินส์มากขึ้น

เมื่อครั้งนายโรดริโก ดูเตอร์เต ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2559 เขาได้ให้สัญญาว่าจะใช้จ่ายเงิน 165,000 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างถนนและเส้นทางรถไฟให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งภายใต้แผนงานนี้ประกอบไปด้วยโครงการสำคัญ 75 โครงการ รวมถึง โครงการสร้างเส้นทางรถไฟที่ขยายไปจนทั่วเกาะลูซอน เกาะหลักของประเทศ รวมทั้งโครงการก่อสร้างที่มีขนาดเล็กกว่าเช่น โรงเรียน ซึ่งเงินทุนที่นำมาใช้ในโครงการก่อสร้างเหล่านี้นำมาจากเงินกู้เพื่อการพัฒนาและงบประมาณของรัฐบาล

1574816182100

ครึ่งทางของการบริหารประเทศในวาระ 6ปี ดูเตอร์เต ผลักดันโครงการให้สำเร็จลุล่วงไปได้แค่ 2 โครงการเท่านั้น โดยโครงการส่วนใหญ่ที่ไม่แล้วเสร็จเป็นเพราะติดปัญหาความล่าช้าจากระบบราชการ หรือไม่ก็เจอปัญหาการเวนคืนที่ดิน และการขาดแคลนเงินทุน ซึ่งล่าสุด ดูเตอร์เต ได้ปรับปรุงแผนสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเสียใหม่ด้วยการให้เอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นผ่านการให้เข้าไปถือหุ้นในสัดส่วนมากขึ้นในโครงการต่างๆที่เขาต้องการผลักดัน จากที่ผ่านมา เขาแทบไม่ให้ความสำคัญกับภาคเอกชน เพราะมองว่าจะยิ่งทำให้โครงการต่างๆมีความเสี่ยงทางการเงินและเกิดปัญหาล่าช้า

การปรับเปลี่ยนแนวนโยบายนี้ของดูเตอร์เต ทำให้ภาคเอกชนขานรับและมองว่าเป็นข่าวดี รวมถึงบริษัทอย่างเมกะไวด์ คอนสตรั๊คชัน คอร์ป ซึ่งวางแผนที่จะเข้าประมูลโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟและโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ

“ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเรา ข่าวนี้เหมือนการเกิดใหม่สำหรับฟิลิปปินส์ ”เอ็ดการ์ ซาเวดรา ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ)เมกะไวด์ ให้ความเห็น

ภายใต้แผนใหม่ของดูเตอร์เต ประกอบไปด้วยโครงการสำคัญเร่งด่วน 100 แห่งและเกือบครึ่งได้รับเงินทุนจากการลงทุนของบริษัทต่างๆ อาทิ ซานมิเกล คอร์ป ซึ่งต้องการสร้างสนามบินทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา มูลค่า 14,500 ล้านดอลลาร์ และอูเดนนา คอร์ป ซึ่งเสนอสร้างรถไฟรางเดียวในเซบู

157481619780

นโยบายดังกล่าวของดูเตอร์เต ถูกเรียกขานว่าเป็น “ดูเตอร์เตโนมิกส์” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ตั้งเป้าจะเปลี่ยนฟิลิปปินส์ใน 10 ด้านภายใต้การบริหารประเทศตลอด 6 ปีและ หนึ่งในนั้นคือ การลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลเคาะงบประมาณอยู่ที่ 180,000 ล้านดอลลาร์ ภายใต้ชื่อโครงการที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Build Build Build”

ปัจจุบัน รัฐบาลอนุมัติแผนการก่อสร้างแล้วทั้งหมด 35 โครงการ รวมตั้งแต่ยกเครื่องระบบราง ปฏิรูปสนามบินและเพิ่มการก่อสร้างใหม่เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยว ปรับปรุงถนนหลายสายทั่วประเทศ ล่าสุด เพิ่งประกาศแผนก่อสร้าง 5 ปี ในระบบขนส่งทางรางระยะทาง 600 กิโลเมตร จากย่านทูทูบันในใจกลางกรุงมะนิลา ไปยังจังหวัดซอร์โซกอนในเขตไบคอล ทางตะวันออกของประเทศ คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 250-300 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ดูเตอร์เต ยังมีคำสั่งให้สำนักงานเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งชาติฟิลิปปินส์ (นีด้า) ผ่อนคลายข้อบังคับ หรือยกเลิกกฎระเบียบในบางข้อที่เกี่ยวกับการลงทุนจากต่างชาติ หลัก ๆ 8 เรื่อง เช่น ยกเลิกข้อห้ามลงทุนใน “ธุรกิจค้าปลีก” ซึ่งเป็นหนึ่งใน 11 อุตสาหกรรมต้องห้ามของฟิลิปปินส์, ผ่อนคลายกฎการจ้างงานของบริษัทต่างประเทศให้มีสัดส่วนสูงขึ้น, เพิ่มแนวปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับการลงทุนจากต่างชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศ, ผ่อนคลายสัญญาการก่อสร้างโครงการของภาครัฐ รวมถึงพิจารณาเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นในบางอุตสาหกรรมจาก 49% เป็น 60%

นักวิเคราะห์ ให้ความเห็นการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของฟิลิปปินส์ว่าจะทำให้บรรดานักลงทุนเชื่อมั่นในรัฐบาลฟิลิปปินส์มากขึ้น

157481621332

ช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญหาใหญ่ของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี)ประเมินว่า ภูมิภาคนี้จำเป็นต้องใช้เงิน 26 ล้านล้านดอลลาร์ลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงปี 2573เพื่อแก้ปัญหาคอขวดและทำให้การเติบโตของประเทศต่างๆดำเนินต่อไปแบบไม่สะดุด ขณะที่ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประสบปัญหาล่าช้า เช่น ในกรณีของประเทศไทย

ขณะที่อินโดนีเซียแก้ปัญหานี้ด้วยการเสนอผลประโยชน์ด้านภาษีเป็นแรงจูงใจให้บรรดาบริษัทต่างๆเข้ามาร่วมในโครงการ

“เบนจามิน ดีอ็อกโน” รัฐมนตรีด้านงบประมาณของฟิลิปปินส์ คาดการณ์ว่า ผลจากการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่รวมถึงการวางระบบขนส่งมวลชนเป็นเส้นทางรถไฟใต้ดินระยะทาง 25 กิโลเมตร เชื่อมโยง 13 เส้นทางระหว่างกรุงมะนิลากับพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงท่าอากาศยานแห่งชาตินินอย อาคีโน ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวจากปัจจุบันที่ระดับ 5.4% เป็น 7.4% ภายในปี 2565

นอกจากนี้ แผนยุทธศาสตร์ของดูเตอร์เตโนมิกส์ ยังมุ่งเน้นการปรับลดอัตราความยากจนในประเทศให้ลดลงเหลือ 14% ภายในปี 2565 จากปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ราว 21% โดยมุ่งเน้นการสร้างงานและการลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก