ดัชนีดาวโจนส์แกว่งตัวผันผวนทั้งทางแดนบวกและลบในวันจันทร์ (7ม.ค.)ตามเวลาสหรัฐ โดยปิดตลาดในแดนบวก เพราะได้ปัจจัยหนุนจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนในสัปดาห์นี้ รวมทั้งการปรับตัวเพิ่่มขึ้น3.44% ของหุ้นอเมซอน และเน็ตฟลิกซ์ ที่ราคาปิดเพิ่มขึ้น 5.97 %
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.42% ปิดที่ 23,531.35 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 0.70% ปิดที่ 2,549.69 จุด และดัชนีแนสแด็ก บวก 1.26 % ปิดที่ 6,823.47 จุด ตลาดวอลล์สตรีทได้รับปัจจัยหนุนจากการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งเกินคาดของสหรัฐ และการผ่อนคลายความวิตกเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมทั้งได้ปัจจัยบวกจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
นายวิลเบอร์ รอสส์ รมว.พาณิชย์สหรัฐ กล่าวว่า การที่สหรัฐเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีน กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน และบั่นทอนความสามารถของทางการจีนในการสร้างงานเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สงบทางสังคม ซึ่งคำกล่าวของนายรอสส์มีขึ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐและจีน กำลังเจรจาการค้าในวันนี้หวังยุติการทำสงครามการค้าระหว่างกัน
กระทรวงพาณิชย์จีนแถลงว่า จีนและสหรัฐได้แสดงความกระตือรือร้นที่จะทำงานร่วมกัน และจีนพร้อมที่จะแก้ไขความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐ บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า ความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีนได้กระตุ้นให้ทางการจีนมีความต้องการยุติสงครามการค้ากับสหรัฐ
นายโจเซฟ ไซเดิล นักวิเคราะห์จากแบล็ค สโตน กรุ๊ป แสดงความเชื่อมั่นว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทจะดีดตัวขึ้นในปีนี้ และแนะนำนักลงทุนให้เข้าช้อนซื้อหุ้นในตลาด
“นี่เป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้น โดยเราคาดว่าดัชนีเอสแอนด์พี 500 จะพุ่งขึ้น 15% ในปีนี้ และเศรษฐกิจจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย” เขากล่าว
นายไซเดิล ยังระบุว่า ราคาน้ำมันได้แตะจุดต่ำสุดแล้ว และตลาดจะไม่ปรับตัวซบเซาอย่างที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ ทั้งยังคาดว่า การทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะยุติลงในที่สุด โดยทั้งสองฝ่ายจะทำข้อตกลงการค้าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เนื่องจากทั้งจีนและสหรัฐต่างมีแรงจูงใจที่จะยุติความขัดแย้งทางการค้า


