สถาบันการเงินใดที่ผ่านการทดสอบ จะได้รับอนุญาตให้ทำการซื้อคืนหุ้น หรือเพิ่มการจ่ายเงินปันผล
ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันศุกร์ (29 มิ.ย.)ตามเวลาสหรัฐ ปิดแดนบวกเพราะได้แรงหนุนจากการทะยานขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคาร และหุ้นไนกี้แต่เมื่อพิจารณาการปรับตัวของดัชนีดาวโจนส์ทั้งสัปดาห์ พบว่า ดัชนียังคงอยู่ในแดนลบ ขณะที่นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 55.36 จุดหรือ 0.23% ปิดที่ 24,271.41 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี500 เพิ่มขึ้น 2.06จุดหรือ 0.08% ปิดที่ 2,718.37 จุดและดัชนีแนสแด็ก บวก 6.62 จุดหรือ 0.09% ปิดที่ 7,510.30 จุด
ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มการเงินพุ่งขึ้นนำตลาด ขณะที่หุ้นไนกี้ อิงค์ ทะยานขึ้นมากที่สุดในการซื้อขายช่วงแรก โดยดีดตัวขึ้น 12% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขานรับการเปิดเผยผลประกอบการที่สูงกว่าคาดในช่วงเดือนมี.ค.-พ.ค. ซึ่งเป็นไตรมาส 4 ของปีงบการเงินบริษัท
ไนกี้ระบุว่า บริษัทมีกำไรที่ระดับ 69 เซนต์/หุ้น ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 64 เซนต์/หุ้น ขณะที่มียอดขายที่ระดับ 9.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 9.4 พันล้านดอลลาร์
หุ้นกลุ่มธนาคารของสหรัฐพุ่งขึ้นในวันนี้ หลังจากที่ธนาคารเหล่านี้สามารถผ่านการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) รอบที่ 2 ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยราคาหุ้นของแบงก์ ออฟ อเมริกา, ซิตี้กรุ๊ป และเจพีมอร์แกนพุ่งขึ้น 1% ขณะที่เวลส์ ฟาร์โกทะยานขึ้นมากกว่า 5%
นอกจากนี้ ธนาคารหลายแห่งได้เปิดเผยแผนการซื้อคืนหุ้น หรือเพิ่มการจ่ายเงินปันผล หลังจากที่สามารถผ่านการทดสอบ ด้านเฟด ระบุว่า ธนาคารขนาดใหญ่ 34 แห่ง จาก 35 แห่งสามารถผ่านการทดสอบ ขณะที่โกลด์แมน แซคส์ และมอร์แกน สแตนลีย์ สามารถผ่านการทดสอบอย่างมีเงื่อนไข โดยเฟดกำหนดให้ธนาคารทั้ง 2 แห่งจ่ายเงินปันผลที่ไม่สูงกว่าระดับในปีที่แล้ว ส่วนธนาคารดอยซ์แบงก์ที่ดำเนินกิจการในสหรัฐไม่ผ่านการทดสอบ





