ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันจันทร์ (7 พ.ค.)ตามเวลาสหรัฐ ในแดนบวก หลังจากที่ทะยานขึ้นกว่า 300 จุดเมื่อวันศุกร์(4พ.ค.) โดยได้ปัจจัยบวกจากการที่ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นเหนือระดับ 70 ดอลลาร์ในวันนี้ ทำสถิติสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 94.81 จุด ปิดที่ 24,357.32 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 บวก 0.4% ปิดที่ 2,672.63 จุดและดัชนีแนสแด็ก เพื่มขึ้น 0.8% ปิดที่ 7,265.21 จุด
หุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นนำตลาดวันนี้ ขณะที่หุ้นเชฟรอนทะยานขึ้นมากที่สุดในการซื้อขายช่วงแรก ขณะที่ สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส พุ่งขึ้นกว่า 1% ในวันนี้ ทะลุระดับ 70 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2557 ท่ามกลางความวิตกกังวลของนักลงทุนว่า สหรัฐอาจคว่ำบาตรอิหร่านครั้งใหม่ ขณะที่ใกล้ถึงวันที่ 12 พ.ค.
นอกจากนี้ วิกฤตเศรษฐกิจในเวเนซุเอลา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันในประเทศ ก็เป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันในวันนี้
ราคาน้ำมันได้แรงหนุนจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีเวลาจนถึงวันที่ 12 พ.ค.ในการตัดสินใจว่าจะถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ชาติมหาอำนาจทำไว้กับอิหร่านหรือไม่ โดยข้อตกลงฉบับนี้เกิดจากลงนามในปี 2558 ระหว่างอิหร่าน และกลุ่มประเทศ P5+1 ได้แก่ จีน รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐ และเยอรมนี ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้ P5+1 ผ่อนปรนการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน ในขณะที่อิหร่านจะต้องระงับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์


