นายมนูชิน ระบุด้วยว่า สหรัฐให้การสนับสนุนการค้าเสรี และเป็นธรรม และการขยายตัวที่แข็งแกร่งของสหรัฐจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ และไม่ขัดแย้งกับนโยบาย“อเมริกาต้องมาก่อน”ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันพุธ(24ม.ค.)ตามเวลาท้องถิ่น ปรับตัวขึ้น ขานรับการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากการที่สหรัฐสามารถพ้นวิกฤตการปิดหน่วยงานรัฐบาล (ชัตดาวน์) หลังจากที่สภาคองเกรสให้การอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว ซึ่งทำให้รัฐบาลมีงบประมาณในการบริหารประเทศถึงวันที่ 8 ก.พ.
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 41.31 จุดหรือ 0.16% ปิดที่ 26,252.12 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลบ 1.6 จุดหรือ 0.06% ปิดที่ 2,837.54 จุด และดัชนีแนสแด็ก ปรับตัวลง 45.23 จุดหรือ 0.61% ปิดที่ 7,415.06 จุด
ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงจับตาการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยในบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในดัชนีเอสแอนด์พี 500 ซึ่งได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 นั้น บริษัทจำนวน 76.5% รายงานตัวเลขกำไรสูงกว่าคาดการณ์ ขณะที่ผลการสำรวจระบุว่า บริษัทจดทะเบียนมีกำไรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12.4% ในไตรมาส 4
บริษัทคอมแคสต์รายงานตัวเลขกำไร และรายได้ประจำไตรมาส 4 ที่สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยบริษัทมีกำไร 49 เซนต์/หุ้น ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 47 เซนต์/หุ้น นอกจากนี้ บริษัทมีรายได้ที่ระดับ 2.192 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 2.182 หมื่นล้านดอลลาร์
บริษัทเจเนอรัล อิเลคทริค (จีอี) เปิดเผยผลประกอบการในไตรมาส 4 ที่ต่ำกว่าคาดในวันนี้ โดยบริษัทมีกำไร 27 เซนต์/หุ้น เมื่อเทียบกับตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 29 เซนต์/หุ้น นอกจากนี้ บริษัทระบุรายได้ที่ระดับ 3.140 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.406 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่จีอี คาดการณ์กำไรที่ระดับ 1.00-1.07 ดอลลาร์/หุ้นในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
ด้านนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ กล่าวในการประชุมเวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรั่ม (ดับเบิลยูอีเอฟ) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า สหรัฐเป็นประเทศที่เปิดกว้างสำหรับภาคธุรกิจ และการที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงในระยะนี้ ก็เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัว 3% หรือมากกว่านี้ โดยสหรัฐยังคงเป็นแหล่งที่น่าดึงดูดสำหรับการลงทุน





